ThaiChurch.org
ครอบครัวและการสมรส2026-07-19

ในความมืด พระองค์กำลังเขียน

อ.ทิโมธี เจนพัฒน
อ.ทิโมธี เจนพัฒน
ผู้ก่อตั้งพันธกิจ Thai Church Media
ในความมืด พระองค์กำลังเขียน

ภาพ: Colin Lloyd (unsplash)

สรุปสั้น

ความเจ็บปวดที่คุณกำลังเผชิญไม่ใช่หลักฐานว่าพระเจ้าทอดทิ้ง แต่เป็นพื้นที่ที่พระคุณของพระองค์ปรากฏชัดที่สุด ความทุกข์มีเสียงในแผ่นดินสวรรค์ น้ำตาทุกหยดถูกนับไว้ และฤดูที่มืดที่สุดมักเป็นฤดูที่พระเจ้ากำลังสร้างสิ่งที่งดงามที่สุดในตัวคุณ การฟื้นคืนพระชนม์เริ่มต้นในหลุมฝังศพเสมอ — สิ่งที่ดูเหมือนจบในชีวิตคุณ คือเวทีให้พระเจ้าทำสิ่งใหม่

ถ้าวันนี้คุณกำลังถามคำถามที่หาคำตอบไม่ได้ — "ทำไมต้องเป็นฉัน" "ทำไมตอนนี้" "ทำไมพระเจ้าปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น" — ผมขอให้คุณอ่านบทความนี้ช้าๆ อย่ารีบเลื่อนผ่าน เพราะผมเชื่อจริงๆ ว่าพระเจ้าวางมันไว้ในมือคุณวันนี้ด้วยเหตุผล ไม่ใช่บังเอิญ ผมเขียนบทความนี้สำหรับคนที่กำลังนั่งอยู่ในห้องเงียบ ๆ ในใจ มีเสียงร้องที่ไม่มีใครได้ยินนอกจากพระเจ้า สำหรับคนที่ทุกอย่างดูเหมือนพังลง สำหรับคนที่อธิษฐานแล้วยังไม่ได้รับคำตอบ ผมอยากเชื้อเชิญคุณให้เปิดใจรับสิ่งที่พระเจ้าอยากกระซิบบอกคุณตรงนี้ — ว่าความเจ็บปวดของคุณ มีน้ำหนัก มีความหมาย และมีเสียงในแผ่นดินสวรรค์

7 ความจริงที่พระเจ้าซ่อนไว้ในความทุกข์ของคุณ

  1. ความเจ็บปวดไม่ใช่หลักฐานว่าพระเจ้าทิ้งคุณ

    • เราถูกสอนผิดมาตลอด: หลายคนเติบโตมาด้วยความคิดที่ว่า ถ้าฉันเป็นคนดี ฉันจะไม่เจอเรื่องร้าย ถ้าฉันรักพระเจ้ามากพอ ชีวิตจะราบรื่น แต่นั่นไม่ใช่ความจริงในพระคัมภีร์เลย พระเยซูเองเดินบนทางที่เต็มไปด้วยน้ำตา และพระบิดาก็ไม่เคยทิ้งพระองค์
    • ความเงียบของพระเจ้า ไม่ใช่การหายไป: ผมเคยรู้สึกว่าฟ้ามันปิดมิด สวดอ้อนวอนแล้วเหมือนคำพูดสะท้อนกลับมาที่ตัวเอง แต่หลังจากผ่านช่วงนั้นมา ผมเข้าใจว่าพระเจ้าไม่ได้เงียบเพราะไม่ฟัง — พระองค์เงียบเพราะกำลังทำสิ่งที่ลึกกว่าที่ผมขอ
    • ลองนึกภาพว่า: เด็กคนหนึ่งล้มลง พ่อยืนอยู่ห่างออกไปสามก้าว เด็กร้องเรียก พ่อไม่ได้วิ่งเข้าไปอุ้มทันที — ไม่ใช่เพราะไม่รัก แต่เพราะเขารู้ว่าลูกต้องเรียนรู้ที่จะยืนขึ้นเอง ความรักของพ่อ ไม่ได้วัดจากการที่อุ้มเร็วแค่ไหน แต่วัดจากการที่เขายังยืนอยู่ตรงนั้น ไม่เคยหันหลังกลับ
    • พระคัมภีร์กล่าวว่า: ในสดุดี 34:18 เขียนว่า "พระเจ้าทรงอยู่ใกล้ผู้ที่จิตใจชอกช้ำ และทรงช่วยผู้ที่จิตวิญญาณสำนึกผิด" สังเกตว่าพระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่าพระเจ้าอยู่ใกล้คนที่แข็งแกร่ง พระเจ้าอยู่ใกล้คนที่ใจแตกสลาย ความเจ็บปวดของคุณวันนี้ ไม่ใช่ระยะห่างระหว่างคุณกับพระเจ้า — มันคือสนามแม่เหล็กที่ดึงพระองค์เข้ามาใกล้ที่สุด
    • คำถามไม่ใช่ "พระองค์อยู่ไหน" แต่คือ "ฉันมองเห็นว่าพระองค์อยู่ตรงไหนได้บ้าง"
  2. พระเจ้าใช้ฤดูที่ยากที่สุด เพื่อสร้างสิ่งที่งดงามที่สุด

    • ไม่มีใครชอบความเจ็บ — แต่ทุกคนรักผลของมัน: เราอยากได้ความเข้มแข็ง แต่ไม่อยากเจอความเหนื่อย เราอยากได้ความลึกซึ้ง แต่ไม่อยากเจอความสับสน เราอยากได้ใจที่เข้าใจคนอื่น แต่ไม่อยากร้องไห้คนเดียวมาก่อน
    • ฤดูแห่งการกดทับ คือฤดูแห่งการสร้าง: เมล็ดที่ตกลงดิน ต้องผ่านความมืด ความเย็น ความเปียก และความเดียวดาย ก่อนจะแตกออกเป็นต้นไม้ ถ้าเมล็ดมีปาก มันคงตะโกนว่า "ฉันกำลังจะตายแล้ว!" แต่จริงๆ มันกำลังจะมีชีวิตที่งดงามกว่าเดิม
    • เวลาเรามองย้อนกลับไป: สิ่งที่ทำให้เรามีน้ำใจกับคนอื่นได้ มักไม่ใช่ความสบาย แต่คือบาดแผลที่หายดีแล้ว คนที่เคยติดอยู่ในความมืดเท่านั้น ที่รู้จะส่องไฟให้คนอื่นในความมืดได้ตรงจุด ความเจ็บปวดของคุณวันนี้ กำลังจะเป็นยาเยียวยาสำหรับคนอื่นในอนาคต
    • ผมอ่านเจอใน โรม 5:3-4 ว่า: "เราชื่นชมยินดีในความทุกข์ยากด้วย เพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากนั้นทำให้เกิดความอดทน ความอดทนทำให้เกิดมีลักษณะนิสัยที่ผ่านการพิสูจน์แล้ว และลักษณะนิสัยเช่นนั้นทำให้เกิดความหวัง" สังเกตว่าพระคัมภีร์ไม่ได้บอกให้เราชื่นชมยินดี เพราะ ความทุกข์ — แต่ชื่นชมยินดี ใน ความทุกข์ เพราะรู้ว่าพระเจ้ากำลังสร้างบางสิ่งอยู่ในความมืดนั้น
    • ฤดูที่คุณเกลียดที่สุด อาจเป็นฤดูที่พระเจ้ารักที่สุด — เพราะพระองค์เห็นสิ่งที่กำลังจะแตกหน่อในตัวคุณ
  3. คำถาม "ทำไม" บางครั้งสำคัญน้อยกว่าคำถาม "อยู่กับใคร"

    • เราติดกับคำถามผิด: เวลาเจ็บ ใจเราจะวนอยู่กับ "ทำไม" — ทำไมต้องเป็นฉัน ทำไมตอนนี้ ทำไมไม่ใช่คนอื่น คำถามเหล่านี้ไม่ผิด แต่ถ้าเราติดอยู่ตรงนั้นนานเกินไป มันจะกลายเป็นกรงขัง
    • คำตอบของพระเจ้าต่อโยบ น่าสนใจมาก: เมื่อโยบสูญเสียทุกสิ่งและถามคำถาม "ทำไม" พระเจ้าไม่ได้ตอบคำถามนั้นตรงๆ พระองค์ปรากฏตัว พระองค์พูดด้วย พระองค์อยู่ตรงนั้น — และนั่นเปลี่ยนโยบไปตลอดกาล
    • ลองนึกภาพว่า: เด็กคนหนึ่งกลัวความมืดในห้อง พ่อเข้ามานั่งข้างเตียง เด็กถามว่า "ทำไมต้องมืดด้วย" พ่อไม่ได้อธิบายเรื่องวงโคจรของโลกหรือฟิสิกส์ของแสง พ่อแค่บอกว่า "พ่ออยู่ตรงนี้นะ" — และเด็กก็หลับ ความมืดยังอยู่ แต่ความกลัวไป เพราะมีคนอยู่ด้วย
    • ในสดุดี 23:4 เขียนว่า: "แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงาแห่งความตาย ข้าพระองค์จะไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์สถิตกับข้าพระองค์" ดาวิดไม่ได้ขอให้พระเจ้าย้ายเขาออกจากหุบเขา เขาแค่รู้ว่ามีคนเดินอยู่ด้วย และนั่นเพียงพอ
    • บางครั้งคำตอบของชีวิต ไม่ใช่ข้อมูล — มันคือการสถิตอยู่
  4. ความทุกข์เปิดประตูที่ความสบายปิดไว้

    • ความสบาย ทำให้เราตื้น: เมื่อทุกอย่างราบรื่น เรามักจะอยู่บนผิวน้ำของชีวิต อธิษฐานสั้น อ่านพระคัมภีร์เร็ว ขอบคุณพระเจ้าแบบพิธีการ เราไม่ได้ตั้งใจ มันแค่ไม่มีอะไรบังคับให้เราต้องลึก
    • ความเจ็บปวด ทำให้เราลึก: ผมเคยอธิษฐานคำเดิมๆ มาหลายปี แล้ววันหนึ่งเจอวิกฤตที่บีบใจให้แตก — และคืนนั้น ผมอธิษฐานในแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ลึก จริง ไม่มีหน้ากาก พระเจ้าใกล้กว่าที่เคยรู้สึกมาทั้งชีวิต ความเจ็บนั้นไม่ใช่ของขวัญ — แต่มันคือกุญแจ
    • เวลาเรามอง: หลายคนเล่าถึงช่วงที่ยากที่สุดในชีวิต ว่าเป็นช่วงที่พระเจ้าจริงที่สุด ไม่ใช่เพราะพระองค์ใกล้ตอนนั้นมากกว่าตอนอื่น แต่เพราะตาของเราเปิดออกเป็นครั้งแรก
    • ผมอ่านเจอใน 2 โครินธ์ 12:9 ว่า: "การเปี่ยมด้วยพระคุณของเรานั้นเพียงพอแก่ท่าน เพราะความอ่อนแอมีที่ไหน ฤทธิ์อำนาจของเราก็ปรากฏเต็มที่ที่นั่น" ความอ่อนแอของคุณ ไม่ใช่อุปสรรค — มันคือพื้นที่ที่พระคุณของพระเจ้าจะลงมาแสดงตัว
    • ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่าตัวเองเล็ก ขอให้รู้ว่าตรงนั้น พระเจ้ากำลังใหญ่ที่สุด
  5. พระเจ้าไม่เสียคราบน้ำตาแม้แต่หยดเดียว

    • น้ำตาของคุณมีคุณค่า: สดุดี 56:8 เขียนว่า "พระองค์ทรงนับการพเนจรของข้าพระองค์ ขอทรงเก็บน้ำตาของข้าพระองค์ไว้ในขวดของพระองค์" ลองคิดดูว่าพระเจ้าผู้สร้างจักรวาล มีขวดเก็บน้ำตาของคุณไว้ ไม่ใช่เพราะพระองค์ลืม — แต่เพราะพระองค์จำได้ทุกหยด
    • ความเจ็บปวดไม่สูญเปล่า: ในแผ่นดินของพระเจ้า ไม่มีอะไรเสียเปล่า ไม่มีน้ำตาที่ทิ้งลงพื้น ไม่มีความปวดร้าวที่ลืม ไม่มีคืนนอนไม่หลับที่ไม่มีคนเห็น พระองค์เห็นทุกอย่าง และพระองค์จะใช้ทุกอย่าง
    • ลองนึกภาพว่า: ในวันที่คุณยืนต่อพระพักตร์พระเจ้า พระองค์ยกขวดขึ้นมา แล้วบอกว่า "ลูก ทุกหยดที่ลูกร้อง พ่ออยู่ด้วย และทุกหยดนั้น พ่อจะเปลี่ยนเป็นของขวัญสำหรับคนรอบข้างลูก" คุณจะร้องไห้อีกครั้ง — แต่คราวนี้ด้วยความเข้าใจ
    • ในวิวรณ์ 21:4 พระคัมภีร์กล่าวว่า: "พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกหยดจากตาของพวกเขา ความตายจะไม่มีอีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้ และความเจ็บปวดจะไม่มีอีก เพราะระบบเก่าได้ผ่านไปแล้ว" สังเกตว่าพระคัมภีร์ใช้คำว่า "ทุกหยด" — ไม่ใช่บางหยด ไม่มีน้ำตาของคุณหยดไหน ที่จะไม่ถูกเช็ดในวันนั้น
    • คุณไม่ได้ร้องไห้คนเดียว — มีพระเจ้าผู้กำลังนับ และผู้กำลังเตรียมการเช็ด
  6. มีบางสิ่งที่คุณจะได้รับ เฉพาะในที่มืดเท่านั้น

    • ดวงดาว ไม่ปรากฏตอนกลางวัน: ลองนึกถึงท้องฟ้ายามค่ำคืน ดวงดาวเหล่านั้นอยู่บนฟ้าตลอดเวลา ทั้งกลางวันและกลางคืน แต่เราจะมองเห็นได้ ก็ต่อเมื่อความมืดมา ความสัญญาบางอย่างของพระเจ้า เป็นเหมือนดวงดาว — เห็นชัดที่สุดในคืนที่มืดที่สุด
    • ของขวัญของฤดูมืด: ในความสบาย เราเรียนรู้เรื่องพระเจ้า ในความมืด เรารู้จักพระเจ้า สองสิ่งนี้ต่างกันมาก คนหนึ่งคือข้อมูล อีกคนคือความสัมพันธ์ ฤดูที่ยากที่สุดของผม เป็นฤดูที่ผมรู้จักพระเจ้ามากที่สุด
    • เวลาเรา: ผ่านอะไรที่หนักที่สุดมา เรามักจะได้สามสิ่งที่ไม่มีอยู่ในห้องเรียน — ความเห็นอกเห็นใจที่ลึก ความเชื่อที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม และเสียงที่จะปลอบใจคนอื่นได้ตรงจุด ของขวัญพวกนี้ ราคาแพง แต่มีค่ามาก
    • ผมอ่านเจอใน อิสยาห์ 45:3 ว่า: "เราจะให้ทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในความมืดแก่ท่าน และทรัพย์สมบัติที่ซ่อนอยู่ในที่ลับลี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้รู้ว่าเราคือพระยาห์เวห์" สังเกตคำว่า "ทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในความมืด" — ไม่ใช่ทรัพย์ที่ห่างจากความมืด แต่ทรัพย์ที่อยู่ใน ตรงนั้น
    • ถ้าวันนี้คุณกำลังเดินผ่านความมืด ขอให้รู้ว่ามีทรัพย์รออยู่ — แต่คุณต้องเดินผ่านมัน จึงจะพบ
  7. การฟื้นคืนพระชนม์ เริ่มต้นในหลุมฝังศพ

    • ก่อนจะมีเช้าวันอาทิตย์ ต้องมีคืนวันศุกร์: ไม่มีการคืนพระชนม์ ถ้าไม่มีการตาย ไม่มีรุ่งอรุณ ถ้าไม่มีค่ำมืด เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของพระเจ้า — เริ่มต้นในห้องเก็บศพ
    • สิ่งที่ดูเหมือนจบ ในมือพระเจ้าคือจุดเริ่ม: เวลาเรามองเห็นว่าทุกอย่างพังลง พระเจ้ามองเห็นพื้นที่ว่างที่จะสร้างใหม่ เวลาเราได้ยินเสียงประตูปิด พระเจ้ากำลังเดินไปเปิดอีกบาน เวลาเรารู้สึกว่าตัวเองถูกฝัง พระเจ้ากำลังเตรียมการฟื้นขึ้น
    • ลองนึกภาพว่า: สาวกในวันเสาร์หลังพระเยซูสิ้นพระชนม์ พวกเขาคิดว่าทุกอย่างจบแล้ว ความฝันตาย ความหวังตาย พระเมสสิยาห์ตาย พวกเขาไม่รู้ว่าอีกแค่คืนเดียว ทุกอย่างจะเปลี่ยน — และประวัติศาสตร์ของโลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คุณอาจจะอยู่ในวันเสาร์ของชีวิตคุณตอนนี้ — และคุณไม่รู้ว่าวันอาทิตย์ใกล้แค่ไหน
    • ในยอห์น 11:25 พระเยซูตรัสว่า: "เราเป็นเหตุให้คนทั้งหลายเป็นขึ้นจากตาย และเป็นเหตุให้พวกเขามีชีวิต" สังเกตว่าพระองค์ไม่ได้บอกว่า "เราจะให้ชีวิต" แต่ "เราเป็นเหตุให้มีชีวิต" — พระองค์เอง คือการฟื้นคืน ที่ไหนมีพระองค์ ที่นั่นมีฤดูที่จะกลับมามีชีวิตได้เสมอ
    • สิ่งที่ดูเหมือนตายในชีวิตคุณวันนี้ ไม่ใช่จุดจบ — มันคือเวทีให้พระเจ้าทำสิ่งที่พระองค์ทำได้ดีที่สุด: ทำให้ของตายกลับมามีลมหายใจ

สนองตอบถ้อยคำของพระเจ้า

  • จดบันทึกคำถามของคุณ ไม่ใช่ฝังมัน: เปิดสมุดเล่มหนึ่ง เขียนคำถาม "ทำไม" ทุกคำที่คุณมีในใจ ไม่ต้องปิดบัง ไม่ต้องสุภาพกับพระเจ้า พระองค์รับได้ ดาวิดเขียนคำถามแบบนี้ลงในสดุดีหลายบท — และพระเจ้าใส่มันไว้ในพระคัมภีร์ การถามไม่ใช่การไม่เชื่อ มันคือการสนทนา
  • เริ่มต้นด้วยคำว่า "พระเจ้า ผม/ฉันเห็นพระองค์ตรงไหนวันนี้": ทุกเช้า ก่อนจะเช็คโทรศัพท์ ใช้เวลาสามนาทีถามคำถามนี้ ลองมองหาสัญญาณเล็กๆ ที่พระเจ้าวางไว้ในวันนั้น — คนแปลกหน้าที่ใจดี ข้อพระคัมภีร์ที่ผุดขึ้นมา เสียงเพลงที่ตรงใจ มันมีอยู่จริง แต่ต้องฝึกตา
  • อธิษฐานด้วยน้ำตาของคุณ: ถ้าคุณร้องไห้ อย่ารีบเช็ด ปล่อยให้น้ำตามันไหล แล้วบอกพระเจ้าว่า "หยดนี้เพราะอะไร" บอกพระองค์ทีละหยด เพราะพระองค์กำลังเก็บไว้ในขวดอยู่แล้ว การอธิษฐานแบบนี้ ลึกกว่าคำอธิษฐานสุภาพหลายเท่า
  • หาคนหนึ่งคน ที่คุณเล่าได้: อย่าเดินผ่านฤดูยากๆ คนเดียว เลือกคนที่คุณไว้ใจ — เพื่อนเก่า ศิษยาภิบาล สมาชิกเซลล์ — แล้วบอกเขาว่า "ตอนนี้ฉันกำลังเดินผ่านบางอย่าง ขอให้คุณอธิษฐานเผื่อ" คุณไม่ต้องเล่าทั้งหมด แค่ให้ใครรู้ว่าคุณเดินอยู่ตรงนี้
  • ตั้งใจมองหา "วันอาทิตย์" ในเรื่องของคุณ: ทบทวนชีวิตคุณย้อนหลังห้าปี เขียนสามครั้งที่คุณคิดว่า "จบแล้ว" — แต่กลับเป็นจุดเริ่มของบางสิ่งใหม่ ความทรงจำเหล่านี้ คือหลักฐานว่าพระเจ้าทำได้ และจะทำอีกครั้ง

ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังเดินผ่านอะไรอยู่ในวันนี้ — แต่พระเจ้ารู้ และพระองค์ไม่ได้มองคุณจากระยะไกล พระองค์อยู่ตรงนั้นด้วย ในห้องที่เงียบ ในคืนที่ยาว ในคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ ผมขอให้คุณลองทำสิ่งเดียวคืนนี้ — เปิดมือของคุณออก แล้วบอกพระเจ้าว่า "ผม/ฉันยังไม่เข้าใจ แต่ผม/ฉันยังเชื่อ" ประโยคสั้นๆ ประโยคนั้น เป็นเหมือนกุญแจที่เปิดประตูสวรรค์ ผมเชื่อว่าฤดูที่คุณกำลังอยู่ ไม่ใช่จุดจบของเรื่องของคุณ — มันคือบทกลางที่พระเจ้ากำลังเขียนด้วยมือที่นิ่ง แม่นยำ และเต็มด้วยความรัก เพราะพระเจ้าผู้ที่ทำให้พระเยซูฟื้นคืนพระชนม์ในเช้าวันอาทิตย์ คือพระเจ้าองค์เดียวกับที่กำลังทำงานในความมืดของคุณคืนนี้ และถ้าพระองค์ทำได้กับหลุมฝังศพในกรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ทำได้กับสิ่งที่ดูเหมือนตายในชีวิตคุณ วันอาทิตย์ของคุณกำลังมา — แค่ยึดมือพระองค์ไว้ให้แน่นในวันเสาร์นี้ก่อน

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมพระเจ้าปล่อยให้คนดีต้องทนทุกข์?+
พระคัมภีร์ไม่ได้สัญญาว่าผู้เชื่อจะไม่เจอความทุกข์ แต่สัญญาว่าพระเจ้าจะอยู่ด้วยในความทุกข์นั้น (สดุดี 23:4) ความทุกข์เป็นพื้นที่ที่พระเจ้าสร้างความอดทน ลักษณะนิสัย และความหวัง (โรม 5:3-4) สิ่งที่ดูเหมือนการลงโทษ มักเป็นการตกแต่งของพระบิดาผู้รักลูก
ถ้าพระเจ้ารักฉัน ทำไมพระองค์ถึงเงียบ?+
ความเงียบของพระเจ้าไม่ใช่การหายไป หลายครั้งพระองค์เงียบเพราะกำลังทำงานลึกในระดับที่ไม่ต้องอธิบาย เหมือนพ่อที่นั่งข้างเตียงลูกในความมืด — ไม่พูด แต่อยู่ พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าอยู่ใกล้ผู้ที่จิตใจชอกช้ำ (สดุดี 34:18)
จะอธิษฐานอย่างไรเมื่อรู้สึกว่าคำอธิษฐานไม่ถึงพระเจ้า?+
เริ่มต้นด้วยความซื่อสัตย์ ไม่ใช่ความสุภาพ บอกพระเจ้าตรงๆ ว่าคุณรู้สึกอย่างไร — สับสน เหนื่อย โกรธ หรือสิ้นหวัง ดาวิดทำแบบนี้ตลอดสดุดี และพระเจ้าใส่บทเหล่านั้นไว้ในพระคัมภีร์ การอธิษฐานที่จริงใจ มีพลังมากกว่าการอธิษฐานที่ถูกฟอร์แมต
ความทุกข์ที่ฉันเจอ มีความหมายอะไร?+
พระเจ้าไม่ได้สร้างความทุกข์ทุกอย่าง แต่พระองค์ใช้ความทุกข์ทุกอย่างได้ ความเจ็บปวดของวันนี้มักกลายเป็นเครื่องมือช่วยคนอื่นในวันพรุ่งนี้ พระคัมภีร์กล่าวว่ามีทรัพย์สมบัติที่ซ่อนอยู่ในความมืด (อิสยาห์ 45:3) ที่จะเจอได้ก็ต่อเมื่อเดินผ่านความมืดนั้น
จะรู้ได้อย่างไรว่าพระเจ้ายังทำงานในชีวิตอยู่?+
มองย้อนหลังก่อน เขียนรายการสามครั้งในอดีตที่ดูเหมือน "จบแล้ว" แต่กลายเป็นจุดเริ่มของบางสิ่งใหม่ พระเจ้าทำงานในรูปแบบที่ซ่อนเร้น — ในเมล็ดใต้ดิน ในรากที่ลึก ในใจที่กำลังเปลี่ยน หลักฐานในอดีต คือคำพยากรณ์สำหรับอนาคต
อ.ทิโมธี เจนพัฒน
อ.ทิโมธี เจนพัฒน
ผู้ก่อตั้งพันธกิจ Thai Church Media