ใจฉันลืม แต่พระองค์ยังทำได้

ภาพ: Ignacio Estevo (pexels)
การเป็นแสงในโลก ไม่ได้เริ่มจากการพยายามเป็นตัวอย่างที่ดี แต่เริ่มจากการจำพระคุณของพระเจ้าให้ได้ในทุกวัน คนที่ส่องแสงแรงที่สุด คือคนที่ฝึกบันทึก เล่า และสรรเสริญสิ่งที่พระเจ้าเคยทำ จนความเชื่อของเขากลายเป็นบรรยากาศที่คนอื่นเดินเข้ามาแล้วรู้สึกถึงพระเจ้าได้ทันที
ต้นปีนี้ผมเจอช่วงที่อธิษฐานไปก็เหมือนพูดกับเพดาน อยู่อย่างนั้นประมาณสามเดือน ผมยังร้องเพลงในโบสถ์ ยังหลับตา ยังยกมือ แต่ลึกๆ ในใจ ผมเลิกคาดหวังว่าพระเจ้าจะทำอะไรไปแล้ว และวันหนึ่งผมก็ถามตัวเองคำเดียวว่า "ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่ใจฉันลืมว่าพระองค์ทำได้?"
7 ความจริงที่จะปลุกใจให้เชื่ออีกครั้ง
ความจำของหัวใจ ขาดง่ายกว่าที่ใครคิด
- เราลืมเร็วกว่าที่เราลืมว่าเราลืม: ใจของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้เก็บประสบการณ์ แต่ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เก็บความรู้สึกขอบคุณนานๆ ปาฏิหาริย์เมื่อปีก่อน กลายเป็นเรื่องธรรมดาในปีนี้ คำอธิษฐานที่พระเจ้าเคยตอบ ถูกความวิตกใหม่กลบไปจนเงียบ
- ปัญหาไม่ใช่ว่าพระองค์หายไป — แต่เราหยุดมอง: พระเจ้ายังทำงานเหมือนเดิม ยังตอบคำอธิษฐานเหมือนเดิม ยังเปิดประตูเหมือนเดิม แต่เราเริ่มมองไม่เห็น เพราะเรามอบใจให้กับสิ่งที่ยังไม่ได้รับ มากกว่าสิ่งที่ได้รับไปแล้ว
- ลองนึกภาพว่า: ถ้าคุณนับนิ้วทุกเช้า ว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา พระเจ้าทำอะไรในชีวิตคุณบ้าง คุณจะตอบได้กี่ข้อ? ส่วนใหญ่เรานับไม่ออก ไม่ใช่เพราะไม่มี แต่เพราะเราไม่ได้บันทึก สิ่งที่ไม่ถูกบันทึก จะถูกลืมเสมอ
- ผมอ่านเจอใน สดุดี 103:2 ว่า: "จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า อย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์" สังเกตว่าผู้เขียนต้องพูดกับตัวเอง ต้องเตือนหัวใจของตัวเอง เพราะแม้ดาวิดเองยังลืม — แล้วเราจะรอดได้อย่างไร ถ้าไม่เตือนตัวเองทุกวัน
- การลืมไม่ใช่บาป แต่การไม่เตือนตัวเอง คือต้นทางของการสิ้นหวัง
คุณไม่ได้สูญเสียความเชื่อ คุณแค่หยุดเล่าเรื่องเก่า
- ความเชื่อมีชีวิตอยู่ในเรื่องเล่า: ตอนเรายังเด็ก ผู้ใหญ่เล่าเรื่องพระเจ้าให้เราฟัง เราเชื่อ เพราะเราได้ยิน แต่พอโตขึ้น เราหยุดเล่า หยุดทบทวน หยุดบอกตัวเองว่าพระองค์เคยช่วยเราอย่างไร และความเชื่อก็เริ่มจางลง ไม่ใช่เพราะถูกหักล้าง แต่เพราะถูกเงียบ
- เรื่องเล่าคือเชื้อเพลิงของศรัทธา: ทุกครั้งที่คุณเล่าเรื่องที่พระเจ้าทำในอดีต คุณกำลังเติมเชื้อเพลิงให้กับความเชื่อในปัจจุบัน เพราะใจของคุณจะคิดเอง — ถ้าพระองค์ทำได้ตอนนั้น ทำไมจะทำไม่ได้ตอนนี้
- เวลาเราเงียบกับเพื่อนเรื่องพระเจ้า: เราไม่ได้แค่ปิดบังเพื่อน เรากำลังปิดหูตัวเองด้วย ลองดูคนที่ไฟแรงที่สุดในความเชื่อ — เกือบทุกคนเป็นคนที่ "เล่า" บ่อยที่สุด เขาเล่าซ้ำ เล่าใหม่ เล่าให้ตัวเองฟัง
- ใน เฉลยธรรมบัญญัติ 6:7 พระเจ้าสั่งให้ชาวอิสราเอลว่า: "จงอุตส่าห์สอนถ้อยคำเหล่านั้นแก่บุตรหลานของท่าน...เมื่อท่านนั่งอยู่ในเรือน เดินอยู่ตามทาง นอนลง และตื่นขึ้น" ทำไมต้องตลอดเวลาขนาดนั้น? เพราะพระองค์รู้ว่าหัวใจมนุษย์ ลืมเร็วเหลือเกิน
- เริ่มเล่าวันนี้ แม้กับตัวเองคนเดียวก็พอ
สภาพแวดล้อม สามารถเขียนทับเสียงของพระเจ้าได้
- เสียงที่ดังที่สุด ชนะใจเราเสมอ: ถ้าทุกวันคุณอยู่กับคนที่บ่น คุณจะเริ่มบ่น ถ้าทุกวันคุณอยู่กับคนที่ดูถูกความเชื่อ คุณจะเริ่มสงสัยความเชื่อของตัวเอง สมองของเราถูกออกแบบให้กลมกลืนกับเสียงรอบตัว ไม่ว่าเสียงนั้นจะถูกหรือผิด
- คุณไม่ต้องหนีโลก แต่ต้องเลือกใครจะมีอำนาจกับใจคุณ: ไม่ใช่ทุกความคิดเห็นที่ควรเข้าใจ ไม่ใช่ทุกเสียงที่ควรฟัง ใจของคุณคือสมบัติที่ต้องเฝ้า เพราะมันจะกำหนดทุกอย่างที่ตามมา
- เวลาเราไถ่ feed ในโทรศัพท์นานๆ: สังเกตว่าใจเราจะเริ่มเปรียบเทียบ เริ่มอยาก เริ่มกลัวว่าตัวเองไม่พอ นั่นไม่ใช่เพราะตัวเราเปลี่ยน แต่เพราะเสียงรอบตัวเราเปลี่ยน และเสียงนั้น มันค่อยๆ เขียนทับเสียงเงียบของพระเจ้าในหัวใจเรา
- ใน โรม 12:2 บอกว่า: "อย่าทำตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ" คำว่า "เปลี่ยนแปลงจิตใจ" ในต้นฉบับคือ metamorphoo — เหมือนตัวหนอนกลายเป็นผีเสื้อ มันไม่ได้เกิดในวันเดียว แต่เกิดในรังไหมที่เราเลือกอยู่
- คุณกำลังสร้างรังไหมแบบไหนให้ใจของคุณ?
ทุกครั้งที่พูด "เป็นไปไม่ได้" คือการปฏิเสธพระองค์อย่างเงียบๆ
- คำพูดของเราคือคำอธิษฐานที่เราอธิษฐานเอง: ถ้าคุณบอกตัวเองทุกวันว่า "ฉันคงไม่หาย ฉันคงไม่รอด ฉันคงไม่ได้รับการอภัย" — คุณกำลังอธิษฐานสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิต ไม่ใช่เพราะคุณมีอำนาจดลใจอะไร แต่เพราะใจของคุณจะเชื่อสิ่งที่ปากของคุณพูดบ่อยที่สุด
- "เป็นไปไม่ได้" คือบทสรุปที่เราตัดสินเร็วเกินไป: เรามักตัดสินก่อนพระเจ้าจะตัดสิน เราปิดประตูก่อนที่พระองค์จะเข้ามา และพอเราปิดแล้ว เราก็โทษว่าพระองค์ไม่มา ทั้งที่จริงๆ เราคือคนถือลูกกุญแจ
- ผมเคยมีลิสต์ของเรื่องที่ผมขึ้นต้นว่า "คงไม่..." ลองมานึกย้อนกลับไป ครึ่งหนึ่งของลิสต์นั้น พระเจ้าทำให้แล้ว และอีกครึ่ง พระองค์กำลังทำในแบบที่ผมยังไม่เห็น ความผิดของผมไม่ใช่ผมขออะไรผิด แต่คือผมหยุดขอเร็วเกินไป
- ใน ลูกา 1:37 ทูตสวรรค์บอกมารีย์ว่า: "เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่พระเจ้าทรงกระทำไม่ได้" คำนี้ไม่ใช่บทกวี ไม่ใช่คำกล่าวสร้างกำลังใจ มันคือคำประกาศก่อนปาฏิหาริย์ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์
- คำพูดที่คุณเลือกในวันนี้ คือสนามที่พระองค์จะทำงานในวันพรุ่งนี้
พระเจ้าทำงานเร็วที่สุด ในห้องที่เต็มไปด้วยความเชื่อ
- บรรยากาศของห้อง เปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นในห้อง: เคยสังเกตไหมว่าเวลาทุกคนรอบตัวเชื่อในสิ่งเดียวกัน บางอย่างที่ปกติยากๆ มันกลับเกิดขึ้นง่ายๆ นั่นไม่ใช่เวทมนตร์ นั่นคือหลักการของพระเจ้า — ที่ใดมีความเชื่อร่วมกัน ที่นั่นพระองค์เคลื่อนไหวอย่างเสรี
- ความเชื่อ คือออกซิเจนของปาฏิหาริย์: ไม่ใช่ว่าพระเจ้าทำไม่ได้ในที่ที่ไม่มีความเชื่อ แต่พระองค์ "ไม่เลือก" ทำในที่ที่ใจคนปิด เพราะปาฏิหาริย์ที่ไม่ถูกรับ คือปาฏิหาริย์ที่สูญเปล่า
- ลองนึกภาพว่า: คุณกำลังจะร้องขอบางอย่างกับเพื่อน แต่ก่อนคุณจะพูดจบ เพื่อนหัวเราะแล้วบอกว่า "เป็นไปไม่ได้หรอก" คุณยังอยากพูดต่อไหม? ในทางกลับกัน ถ้าเพื่อนบอกว่า "ฉันรอฟังอยู่ บอกมาเลย" — สิ่งที่ออกจากปากคุณจะต่างกันมาก ใจของคุณ ก็คือห้องที่พระเจ้าเดินเข้าทุกวัน
- ใน มัทธิว 13:58 เขียนว่า: "พระองค์มิได้ทรงกระทำการมหัศจรรย์มากที่นั่น เพราะเขาไม่มีความเชื่อ" — ในเมืองของพระเยซูเอง ในบ้านที่พระองค์เติบโต ปาฏิหาริย์ก็เกิดน้อย เพราะใจของคนที่นั่นปิด คนใกล้ตัวที่สุดบางทีก็เห็นน้อยที่สุด
- เลือกว่าจะเป็นใคร และจะอยู่กับใครให้ดี
คุณเป็นแสง ไม่ใช่เพราะคุณเก่ง แต่เพราะคุณจำได้
- คนที่ส่องแสงแรงที่สุด ไม่ใช่คนที่พูดเก่งที่สุด: แต่เป็นคนที่จำพระคุณของพระเจ้าได้แจ่มชัดที่สุด เวลาคุณจำได้ ใบหน้าของคุณจะเปล่งประกายเอง คำพูดของคุณจะมีน้ำหนักเอง คุณไม่ต้องพยายาม "เป็นพยาน" — คุณก็เป็นพยานอยู่แล้ว
- แสงของคุณ ดึงคนอื่นโดยไม่ต้องตะโกน: ลองนึกถึงคนที่คุณเคยเจอ ที่ทำให้คุณอยากรู้จักพระเจ้ามากขึ้น เขาทำอะไร? ส่วนใหญ่ไม่ได้เทศนา เขาแค่...อยู่ตรงนั้น อย่างคนที่จำได้ว่าใครคือผู้ที่ช่วยเขา
- ผมเคยเจอผู้สูงอายุคนหนึ่ง ที่เพิ่งเสียคู่ชีวิตไป: แทนที่เขาจะขมขื่น เขากลับยิ้มเล่าให้ผมฟังว่าพระเจ้าได้ทำอะไรให้เขามาทั้งชีวิต ผมจำหน้าเขาได้จนวันนี้ ไม่ใช่เพราะคำพูดของเขา แต่เพราะความสว่างที่เปล่งออกมาจากคนที่ "จำได้" ในวันที่ทุกอย่างมืดมิด
- ใน มัทธิว 5:14-16 พระเยซูตรัสว่า: "ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก...จงให้ความสว่างของท่านส่องไป" สังเกตว่าไม่ใช่ "จงพยายามเป็นแสง" แต่ "ท่านเป็น" อยู่แล้ว สิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือ ไม่เอาฝาครอบไว้ และฝาครอบที่ใหญ่ที่สุด คือการลืม
- คนรอบตัวคุณกำลังรอดูคนที่ "ยังจำได้" ในยุคที่ทุกคนหลงทาง
คำสรรเสริญ คือทางลัดที่สั้นที่สุด กลับมาหาความเชื่อ
- คุณไม่สามารถสรรเสริญและสิ้นหวังพร้อมกันได้นาน: ลองสรรเสริญพระเจ้าออกเสียงนานๆ — ภายในไม่กี่นาที บางอย่างในใจเริ่มขยับ ไม่ใช่เพราะคุณบังคับตัวเอง แต่เพราะคำสรรเสริญเป็นเหมือนกุญแจที่เปิดประตูในวิญญาณของคุณ
- คำสรรเสริญ ทำงานก่อนคำตอบจะมา: ความเชื่อจริงๆ คือ การขอบคุณก่อนที่จะเห็น เพราะถ้าเห็นก่อนแล้วค่อยขอบคุณ — นั่นไม่ใช่ความเชื่อ นั่นคือปฏิกิริยา
- เวลาผมเครียดที่สุด ผมพบว่าสิ่งที่ได้ผลที่สุดไม่ใช่การคิดวิเคราะห์: แต่คือการเริ่มขอบคุณพระเจ้าออกเสียง สำหรับเรื่องเล็กๆ ที่ผมยังมี — ลมหายใจ ครอบครัว อาหารมื้อนี้ ใจของผมจะเริ่มอ่อนลง และสิ่งที่ดูใหญ่ จะเริ่มเล็กลง
- ใน 2 พงศาวดาร 20:22 มีเรื่องที่น่าทึ่ง: กษัตริย์เยโฮชาฟัทส่งนักร้องสรรเสริญออกหน้ากองทัพ — และพระเจ้าทำให้ศัตรูสับสนทำลายกันเอง ก่อนทหารแม้แต่คนเดียวจะรบ คำสรรเสริญรบก่อนคุณรบ
- และในวันที่คุณยังไม่รู้จะรบยังไง — แค่ร้องเพลงก่อน
สนองตอบถ้อยคำของพระเจ้า
- เริ่ม "สมุดความจำของพระคุณ": ทุกค่ำก่อนนอน เขียน 3 สิ่งที่พระเจ้าทำในวันนั้น แม้เล็กที่สุด — รถไม่ติด ลูกหัวเราะ ใครส่งข้อความให้กำลังใจ ทำไปสัก 30 วัน คุณจะอ่านย้อนกลับและเห็นพระเจ้าชัดเจนกว่าทุกครั้งในชีวิต
- หยุดพูดคำว่า "เป็นไปไม่ได้": ลองทดลองหนึ่งสัปดาห์ ทุกครั้งที่จะหลุดคำนี้ เปลี่ยนเป็น "ผมยังไม่เห็นทาง แต่พระองค์เห็น" คำพูดเปลี่ยน — ใจเปลี่ยน — แล้วชีวิตเริ่มเปลี่ยน
- เล่าเรื่องพระเจ้าให้คนใกล้ตัวฟัง สัปดาห์ละครั้ง: ไม่ต้องเทศนา ไม่ต้องยกบทบาทศักดิ์สิทธิ์ แค่เล่าว่า "อาทิตย์ก่อน มีเรื่องนี้เกิดขึ้น และผมเชื่อว่าพระเจ้าอยู่ในนั้น" ความเชื่อของคุณจะแข็งแรงขึ้นทุกครั้งที่ปากของคุณเปิด
- สรรเสริญก่อนเห็นคำตอบ: เลือกหนึ่งคำอธิษฐานที่ค้างคามานาน วันนี้ — แทนที่จะอธิษฐานขออีก ลองขอบคุณพระเจ้าราวกับว่าพระองค์ตอบแล้ว สัปดาห์เดียวเท่านั้น ดูว่าใจคุณจะเปลี่ยนอย่างไร
- ตรวจสอบ "ห้อง" ที่ใจคุณอยู่ทุกวัน: ใคร 5 คนที่คุณพูดด้วยบ่อยที่สุด? พวกเขาเติมความเชื่อหรือดูดความเชื่อของคุณ? ไม่ต้องตัดใคร แต่เพิ่มคนที่เชื่อพระเจ้าจริงๆ เข้ามาในวงสนทนาประจำของคุณ
วันที่ผมเขียนบทความนี้ ผมยังเป็นคนที่ลืมอยู่บ่อยๆ ผมยังเป็นคนที่ตื่นเช้ามาแล้วต้องบังคับตัวเองให้นึกถึงว่า เมื่อวานพระเจ้าทำอะไรบ้าง ผมไม่ได้เขียนเพราะผมจำได้ตลอดเวลา ผมเขียนเพราะผมรู้ว่าใจของผมจะลืมอีก และผมต้องการให้มีอะไรสักอย่างเตือนผม — และเตือนคุณ — ว่าพระองค์ยังทำได้ ในวันที่ใจเราลืมไปแล้ว วันนี้ผมขอให้คุณลองทำสิ่งเดียวก่อนนอน เปิดสมุด เขียนคำเดียวคือ "ขอบคุณพระเจ้าสำหรับ..." แล้วเติมต่อให้ครบสามข้อ แค่นั้นพอ และดูว่าในเดือนต่อไป ใจของคุณจะเริ่มจำสิ่งที่หายไปนานเท่าไร ผมเชื่อว่าคุณจะเริ่มส่องแสงโดยไม่รู้ตัว และคนรอบตัวคุณจะมองคุณแล้วถามคำเดียวกับที่ผมเคยถามตัวเองว่า — "ตั้งแต่เมื่อไหร่ ที่เธอกลับมาเชื่อว่าพระองค์ทำได้?"
คำสำคัญในบทความนี้
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมความเชื่อในพระเจ้าถึงจางลงทั้งที่ยังเข้าโบสถ์อยู่?+
จะกลับมาเชื่อว่าพระเจ้ายังทำได้อย่างไร ในเมื่อรอคำตอบมานานแล้ว?+
การเป็นแสงให้กับคนอื่น ต้องเริ่มจากอะไร?+
ทำไมการพูดว่า "เป็นไปไม่ได้" ถึงเป็นปัญหา?+
สภาพแวดล้อมส่งผลต่อความเชื่อจริงหรือ?+
