มือที่เปิด ใจที่เต็ม

ภาพ: Fredrik Solli Wandem (unsplash)
การให้ไม่ใช่การเสียอะไรไป แต่เป็นการปลดปล่อยใจจากการเป็นทาสของสิ่งของ ความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในการครอบครอง แต่อยู่ในการเป็นช่องทางของพระคุณพระเจ้าเพื่อตอบคำอธิษฐานของคนอื่น คนที่ใจกว้างไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองจน เพราะการให้ฝึกใจให้รู้สึก "พอ" และของขวัญที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะให้ได้คือตัวเขาเอง
มีบางสิ่งที่นิ้วมือของคนเราบอกได้ชัดกว่าปาก เวลาคนเรากำสิ่งของไว้แน่นๆ ในมือ ใจมักจะกำตามไปด้วย และเวลาเรากำใจไว้แน่นๆ เราก็มักจะคิดว่าโลกใบนี้กำลังจะหมด ลองสังเกตดูสิว่า คนที่หวงสุดๆ มักจะเป็นคนที่ไม่มีความสุข ส่วนคนที่ให้ง่ายๆ กลับเป็นคนที่ดูเหมือนจะมีพอเสมอ ทำไมเป็นอย่างนั้น? ทำไมการ "ปล่อย" สิ่งที่เรารัก กลับทำให้เรา "ได้รับ" สิ่งที่เราตามหา?
7 ความจริงเรื่องการให้ที่จะเปลี่ยนใจคุณ
การให้คือยาที่รักษาใจที่ติดอยู่กับสิ่งของ
- เรามักจะหวงสิ่งที่กำลังครอบครองเรา: คนเราคิดว่าเรากำลังถือสิ่งของอยู่ในมือ แต่จริงๆ แล้วหลายครั้งสิ่งของต่างหากที่กำลังถือเราเอาไว้ ยิ่งกำแน่น ยิ่งเจ็บเวลาต้องปล่อย
- ความหวงเป็นสัญญาณของความกลัว: ลึกๆ แล้วคนที่กำของแน่นๆ ไม่ได้รักของชิ้นนั้น แต่กลัวว่าถ้าไม่มีของชิ้นนั้น ตัวเองจะไม่ปลอดภัย ความกลัวต่างหากที่เป็นโซ่ ไม่ใช่ของ
- ลองนึกภาพว่ามือคุณกำกำปั้นไว้ตลอดเวลา: มือนั้นทำอะไรไม่ได้เลย จับใครก็ไม่ได้ รับอะไรก็ไม่ได้ ปลอบใครก็ไม่ได้ มือที่ปิดสนิทคือมือที่ไร้ประโยชน์ และใจที่ปิดสนิทก็เหมือนกัน เพราะใจที่ไม่ยอมให้ออก ก็เป็นใจที่ไม่ยอมให้อะไรเข้ามา
- ผมอ่านเจอใน 1 ทิโมธี 6:17-18 ว่า อย่าให้คนรวยหยิ่งในใจ หรือฝากความหวังไว้ในทรัพย์สมบัติที่ไม่แน่นอน แต่ให้ฝากความหวังไว้ในพระเจ้า และให้พวกเขา "พร้อมที่จะแบ่งปัน" คำว่า "พร้อมที่จะแบ่งปัน" ไม่ได้พูดถึงเงิน แต่พูดถึงโครงสร้างของใจ ใจที่พร้อมจะปล่อย คือใจที่ปลอดภัยแล้ว
- การให้จึงไม่ใช่การเสียอะไรไป แต่เป็นการกู้ใจของตัวเองกลับคืนมา
ความสุขที่แท้จริงไม่เคยอยู่ในการได้รับ
- ความสุขจากการได้มา หายไปเร็วกว่าที่คุณคิด: เคยซื้อของชิ้นใหญ่ที่อยากได้มานานไหม วันแรกตื่นเต้น สัปดาห์ที่สองเฉยๆ เดือนถัดมาก็ลืมไปแล้วว่าเคยอยากได้ของชิ้นนั้นมากแค่ไหน
- แต่ความสุขจากการให้ จะอยู่ในใจคุณไปอีกหลายปี: ลองหลับตาแล้วนึกถึงครั้งหนึ่งในชีวิตที่คุณช่วยคนอื่นโดยที่เขาไม่รู้ตัว นึกถึงสีหน้าของเขา นึกถึงสิ่งที่เขาพูด ความรู้สึกนั้นยังอุ่นอยู่ในใจคุณตอนนี้ใช่ไหม
- เวลาเราซื้อ เราเติมเต็มความอยาก แต่เวลาเราให้ เราเติมเต็มจุดมุ่งหมาย: ความอยากเป็นถังที่ไม่มีก้น ยิ่งเติมยิ่งหิว แต่จุดมุ่งหมายเป็นถังที่เต็มได้จริง และเต็มแล้วจะค้างอยู่อย่างนั้น
- ใน กิจการ 20:35 พระเยซูตรัสว่า "การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ" สังเกตว่าพระองค์ไม่ได้บอกว่าการรับไม่ดี การรับเป็นพร แต่การให้คือพรที่ "ยิ่งกว่า" เพราะมันสัมผัสส่วนของเราที่การได้รับสัมผัสไม่ถึง
- บางทีพระเจ้าออกแบบใจของคนเราให้ใหญ่เกินกว่าจะเติมเต็มด้วยการสะสม
พระเจ้าตอบคำอธิษฐานของคนหนึ่ง ผ่านมือของอีกคนหนึ่ง
- คุณอาจเป็นคำตอบที่ใครบางคนกำลังร้องขอ: ในขณะที่คุณกำลังนั่งอ่านบรรทัดนี้ มีใครสักคนกำลังคุกเข่าอธิษฐานขอบางอย่างจากพระเจ้า และอาจเป็นคุณนี่แหละที่พระเจ้ากำลังจะใช้ตอบ
- พระองค์ไม่ได้โปรยเงินลงมาจากฟ้า: พระเจ้ามีวิธีของพระองค์ และส่วนใหญ่วิธีนั้นคือการขยับใจของคนใดคนหนึ่งให้รู้สึก "อยากให้" ในจังหวะที่อีกคนกำลังขาด
- ลองนึกถึงเวลาที่คุณกำลังลำบาก แล้วมีคนช่วยพอดี: มันเหมือนเรื่องบังเอิญใช่ไหม แต่ในสายตาของฟ้า มันไม่ใช่ มันคือการประสานงานระดับที่เราไม่เห็น ระหว่างพระวิญญาณกับใจของคนๆ หนึ่งที่ยอมเชื่อฟัง
- ใน 2 โครินธ์ 9:11 เปาโลเขียนว่า "ท่านจะมั่งคั่งขึ้นในทุกสิ่ง เพื่อจะมีใจกว้างขวางในทุกโอกาส และโดยทางเรา ความใจกว้างของท่านจะกระทำให้มีการขอบพระคุณพระเจ้า" สังเกตคำว่า "การขอบพระคุณพระเจ้า" คนที่ได้รับ ไม่ได้ขอบคุณคุณ เขาขอบคุณพระเจ้า เพราะคุณกลายเป็นช่องทางของพระคุณนั้น
- การเป็น "ช่องทาง" คือเกียรติที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษย์คนหนึ่งจะได้รับ
ความคิดแบบขาดแคลน ขโมยความสุขของคุณไป
- คนที่ใจขาด คือคนที่ไม่กล้าให้: ไม่ใช่เพราะมีน้อย แต่เพราะกลัวว่าจะมีน้อยลงไปอีก ความกลัวนี้ไม่เกี่ยวกับยอดเงินในบัญชี มันเกี่ยวกับความเชื่อในใจ
- ความคิดแบบ "ถ้าคนอื่นได้ ฉันจะไม่มี" เป็นคำโกหก: โลกของพระเจ้าไม่ใช่เค้กก้อนเดียวที่จะหมดถ้าคนอื่นกินไปก่อน โลกของพระองค์คือมหาสมุทร ยิ่งมีคนมาตัก ระดับน้ำก็ไม่ลด
- เวลาเราคิดแบบขาดแคลน เรากำลังประกาศว่าพระเจ้าเล็กเกินไปจะดูแลเรา: ทุกครั้งที่คุณหวง คุณกำลังบอกใจตัวเองว่า "ฉันต้องดูแลตัวเองคนเดียว เพราะไม่มีใครดูแลฉันได้" แต่นั่นไม่จริง
- ใน ฟีลิปปี 4:19 เขียนว่า "พระเจ้าของข้าพเจ้าจะประทานทุกสิ่งที่จำเป็นแก่ท่านจากทรัพย์อันรุ่งโรจน์ของพระองค์โดยพระเยซูคริสต์" คำว่า "ทุกสิ่งที่จำเป็น" ไม่ใช่สัญญาเล็กๆ พระองค์รู้ว่าคุณต้องการอะไร และพระองค์มีให้
- การเปลี่ยนจากใจขาดเป็นใจเต็ม คือการเลือกที่จะเชื่อในธรรมชาติของพระเจ้า ไม่ใช่ในความสามารถของตัวเอง
การให้ในความเงียบ เป็นการให้ที่บริสุทธิ์ที่สุด
- เมื่อไม่มีใครเห็น แรงจูงใจของคุณก็ปลอม ๆ ไม่ได้: ของขวัญที่ดังที่สุดในใจของพระเจ้า มักเป็นของขวัญที่เงียบที่สุดในโลก เพราะมันไม่มีรางวัลทางสังคมเจือปนเลย
- การให้ที่ดังเกินไป เปลี่ยนของขวัญให้กลายเป็นการแลกเปลี่ยน: ทันทีที่คุณบอกคนอื่นว่า "ฉันให้สิ่งนี้นะ" ของขวัญนั้นก็กลายเป็นการซื้อชื่อเสียง และคุณก็ได้ค่าตอบแทนของคุณไปเรียบร้อยแล้ว
- ลองนึกภาพการให้ที่ไม่มีใครรู้ว่าคุณเป็นคนให้: ไม่มีคำขอบคุณ ไม่มีรูปลง ไม่มีเรื่องเล่า มีแค่คุณ พระเจ้า และคนที่ได้รับ นั่นแหละคือช่วงเวลาที่ใจของคุณจะใหญ่ขึ้นจริงๆ
- ใน มัทธิว 6:3-4 พระเยซูตรัสว่า "เมื่อท่านทำทาน อย่าให้มือซ้ายรู้การซึ่งมือขวากระทำนั้น เพื่อทานของท่านจะเป็นการลับ และพระบิดาของท่านผู้ทอดพระเนตรเห็นในที่ลี้ลับ จะทรงโปรดประทานบำเหน็จแก่ท่าน" คำว่า "ในที่ลี้ลับ" สำคัญมาก เพราะที่ลี้ลับคือที่ที่ใจของคุณ "ปรากฏ" ต่อพระเจ้าจริงๆ
- การให้ที่ไม่มีใครเห็น คือการให้ที่พระเจ้าเห็นชัดที่สุด
คนใจกว้าง ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองจน
- ความรวยที่แท้จริงคือความรู้สึกว่า "พอแล้ว": คนที่มีพันล้านแต่อยากได้หมื่นล้าน คือคนจน คนที่มีน้อยแต่ยังหาทางแบ่งให้คนอื่น คือคนรวยที่สุดในห้องนั้น
- การให้ฝึกใจคุณให้รู้สึก "พอ": ทุกครั้งที่คุณให้ คุณกำลังประกาศกับใจตัวเองว่า "ฉันมีพอ แล้วยังเหลือพอจะแบ่ง" ความรู้สึกนั้นเปลี่ยนวิธีที่คุณมองชีวิตทั้งหมด
- เวลาเรามองคนใจกว้างจริงๆ เรามักจะรู้สึกอบอุ่น: เพราะใจของเขาไม่ได้ระวังเรา ไม่ได้คำนวณเรา ไม่ได้กลัวว่าเราจะมาเอาอะไรไป เขาเปิดอยู่แล้ว และความเปิดนั้นทำให้คนอยากเข้าใกล้
- ใน สุภาษิต 11:25 เขียนว่า "คนใจกว้างย่อมได้รับความเจริญ คนที่รดน้ำให้คนอื่น ตัวเขาเองก็จะได้รับการรดน้ำด้วย" สังเกตว่าพระคัมภีร์ไม่ได้สัญญาว่าจะรวยขึ้น แต่สัญญาว่าจะ "ได้รับการรดน้ำ" ใจของคุณจะไม่แห้ง เพราะใจที่ให้คือใจที่มีน้ำพุข้างใน
- คนใจกว้างเลยไม่ต้องรอให้รวยก่อนถึงจะให้ การให้ของเขานั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้เขารวย
ของขวัญที่มีค่าที่สุด คือตัวคุณเอง
- เงินเป็นเครื่องมือของการให้ ไม่ใช่หัวใจของการให้: บางครั้งคนที่ต้องการคุณ ไม่ได้ต้องการเงินจากคุณ เขาต้องการเวลา ความสนใจ การฟัง การปรากฏตัวของคุณในวันที่เขาเหงา
- เวลา 30 นาทีของคุณ บางครั้งมีค่ากว่าเช็ค 30,000: เพราะเงินซื้อความช่วยเหลือได้ แต่ไม่ได้ซื้อความรู้สึกที่ว่า "มีคนเห็นฉัน" และความรู้สึกนั้นแหละที่กำลังเยียวยาคน
- ลองนึกถึงคนที่อยู่ในใจคุณตอนนี้: ใครที่กำลังเหงา ใครที่กำลังอยู่ในช่วงยาก ลองเอื้อมไปหาเขาในสัปดาห์นี้ ไม่ต้องมีของขวัญ ไม่ต้องมีคำพูดสวยๆ แค่ "ตัวคุณ" ก็พอ
- ใน 2 โครินธ์ 8:5 เปาโลเขียนถึงคริสตจักรกลุ่มหนึ่งว่า "เขาทั้งหลายได้ถวายตัวเองก่อนแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า แล้วถวายแก่เราตามพระประสงค์ของพระเจ้า" สังเกตลำดับ — เขาให้ "ตัวเอง" ก่อน แล้วทุกอย่างที่เหลือก็ตามมาง่ายๆ
- เมื่อคุณถวายตัวเองก่อน เงิน เวลา และพรสวรรค์ก็จะไหลตามมาเอง เพราะคุณไม่ได้ให้จากกระเป๋า คุณกำลังให้จากใจที่เป็นของพระเจ้าแล้ว
สนองตอบถ้อยคำของพระเจ้า
เริ่มต้นจากของเล็กๆ ในสัปดาห์นี้: อย่ารอจนกว่าคุณจะมีเงินมากพอ หรือมีเวลามากพอ ลองเลือกอะไรเล็กๆ ในสัปดาห์นี้ — กาแฟแก้วหนึ่งให้คนข้างหลังในแถว ข้อความให้กำลังใจให้เพื่อนเก่า การฟังคนๆ หนึ่งโดยไม่ขัด ของเล็กๆ ในวันนี้ฝึกใจคุณให้พร้อมสำหรับของใหญ่ในวันหน้า
จดบันทึก "การให้แบบเงียบ" ของคุณไว้กับตัวเองและพระเจ้าเท่านั้น: หาสมุดเล่มเล็กสักเล่ม แล้วลองให้อะไรสักอย่างในสัปดาห์นี้โดยไม่มีใครรู้ ไม่โพสต์ ไม่เล่า แค่บันทึกไว้ว่าคุณทำอะไร และใจของคุณรู้สึกอย่างไร แล้วลองทำซ้ำสัปดาห์ละครั้งเป็นเวลา 1 เดือน คุณจะเริ่มเห็นว่าใจของคุณเปลี่ยน
ตรวจสอบความคิดแบบขาดแคลนในใจคุณ: ทุกครั้งที่คุณรู้สึกหวง ลองหยุดสักครู่แล้วถามตัวเองว่า "ฉันกำลังกลัวอะไรอยู่จริงๆ?" บ่อยครั้งคำตอบไม่เกี่ยวกับเงิน แต่เกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยลึกๆ ในใจ พอเห็นความกลัวแล้ว ค่อยมอบให้พระเจ้าทีละครั้ง
อธิษฐานก่อนให้ทุกครั้งที่เป็นไปได้: ก่อนเขียนเช็ค ก่อนกดโอน ก่อนยื่นของให้ ลองหยุดสัก 30 วินาที แล้วอธิษฐานในใจว่า "พระเจ้า ขอให้ของขวัญนี้สัมผัสคนที่ต้องการมัน และขอให้ใจของผมได้รับการเปลี่ยนแปลงในการให้ครั้งนี้" คำอธิษฐานเล็กๆ นี้เปลี่ยนการให้ให้กลายเป็นการนมัสการ
เลือกคนหนึ่งคนที่จะ "เป็นพร" ในเดือนนี้: มองรอบตัวคุณ ใครที่กำลังลำบาก เลือกหนึ่งคน แล้วตั้งใจในเดือนนี้ที่จะเป็นพรกับเขาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อาจเป็นเงิน อาจเป็นเวลา อาจเป็นการช่วยทำอะไรสักอย่าง โฟกัสที่หนึ่งคน แล้วทำอย่างต่อเนื่อง คุณจะเห็นพระเจ้าทำงานชัดเจน
ถ้าวันนี้คุณยังรู้สึกว่ามือของคุณกำแน่นเกินไป ใจของคุณหนักเกินกว่าจะเปิด ผมอยากชวนคุณกลับไปที่ภาพง่ายๆ ภาพเดียว — มือของเด็กที่ยื่นของให้พ่อ และพ่อที่หัวเราะรับด้วยตาที่เอ่อ พระเจ้ามองคุณแบบนั้นเสมอเวลาคุณให้ ไม่ใช่เพราะพระองค์ต้องการของจากคุณ พระองค์เป็นเจ้าของทุกอย่างอยู่แล้ว แต่เพราะการที่คุณเปิดมือ แปลว่าใจของคุณกำลังเรียนรู้ที่จะไว้วางใจพระองค์ และนั่นคือสิ่งเดียวที่พระองค์อยากเห็นจริงๆ วันนี้ผมขอให้คุณลองให้อะไรสักอย่าง — เล็กก็ได้ เงียบก็ได้ ไม่มีใครต้องรู้ก็ได้ แค่ครั้งเดียว แล้วคุณจะค้นพบความลับที่ทุกคนที่เคยให้รู้ดี — มือที่เปิด ใจก็เต็ม ส่วนมือที่กำแน่น ใจกลับว่างเปล่าเสมอ ผมเชื่อว่าวันที่คุณกล้าปล่อย คือวันที่คุณจะเริ่มได้รับในแบบที่คุณไม่เคยรับมาก่อน
คำสำคัญในบทความนี้
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมการให้ถึงทำให้ใจมีความสุขมากกว่าการได้รับ?+
ถ้ายังไม่มีมากพอ จะให้ได้อย่างไร?+
ความคิดแบบขาดแคลน (scarcity mindset) คืออะไร?+
ทำไมการให้แบบเงียบๆ ถึงสำคัญ?+
ถ้าไม่มีเงิน ของขวัญแบบไหนที่ยังให้ได้?+
