ThaiChurch.org
อธิษฐานและความเชื่อ2026-05-28

ส่วนที่ยากที่สุด ผ่านไปแล้ว

อ.ทิโมธี เจนพัฒน
อ.ทิโมธี เจนพัฒน
ผู้ก่อตั้งพันธกิจ Thai Church Media
ส่วนที่ยากที่สุด ผ่านไปแล้ว

ภาพ: Artūras Kokorevas (pexels)

สรุปสั้น

ส่วนที่ยากที่สุดในชีวิตของคุณ อาจผ่านมาแล้วโดยที่คุณยังไม่ทันได้สังเกต พระคัมภีร์ในโรม 8:28 ยืนยันว่าทุกสิ่งร่วมกันก่อผลดี และความเมตตาของพระเจ้าใหม่อยู่ทุกเช้าตามเพลงคร่ำครวญ 3:23 การมองย้อนกลับไปดูสิ่งที่รอดมา คือกุญแจที่ปลดล็อกความหวังในวันใหม่

คุณเคยรู้สึกไหมว่าวันที่หนักที่สุดของคุณ อาจไม่ใช่วันที่กำลังจะมาถึง แต่เป็นวันที่คุณผ่านมาแล้วโดยที่ไม่รู้ตัว? ทำไมเราถึงมองไปข้างหน้าด้วยความกลัว ทั้งที่หลังของเราเต็มไปด้วยรอยเท้าของการรอดมา? บางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าคือเชิงเขาที่ต้องปีน อาจเป็นแค่ทางลงเขา ถ้าเรากล้าหันมามองว่าพระเจ้าพาเราเดินมาไกลแค่ไหนแล้ว และวันนี้ผมอยากชวนคุณหยุดสักครู่ แล้วฟังเสียงที่อาจจะเงียบมานาน

7 ความจริงที่บอกว่าคุณผ่านส่วนที่ยากมาแล้ว

  1. ความเจ็บปวดที่คุณรอดมาแล้ว ใหญ่กว่าสิ่งที่กำลังจะมา

    • มนุษย์มักประเมินอดีตต่ำเกินไป: เรามีนิสัยแปลกอย่างหนึ่ง เราจำได้แม่นว่ากลัวอะไรในอนาคต แต่ลืมง่ายว่าผ่านอะไรมาในอดีต สมองของเราไม่ค่อยให้เครดิตตัวเองกับสิ่งที่ทำสำเร็จไปแล้ว
    • แต่หลักฐานของการรอดอยู่ในตัวคุณ: คุณยังหายใจอยู่ตอนนี้ คุณยังอ่านบทความนี้อยู่ตอนนี้ นั่นแปลว่ามีบางอย่างในตัวคุณ ที่แข็งแกร่งกว่าทุกพายุที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
    • ลองนึกภาพว่า: ถ้าเอาตัวคุณเมื่อ 5 ปีก่อน มานั่งฟังเรื่องที่คุณต้องผ่านมาในระหว่างทาง คุณคนนั้นคงพูดว่า "ฉันทำไม่ได้หรอก" แต่คุณคนนี้ ทำได้แล้ว และคุณคนนี้คือคำตอบของคำอธิษฐานของคุณคนนั้น
    • ผมอ่านเจอใน 2 โครินธ์ 4:8-9 ว่า "เราถูกบีบคั้นทุกด้าน แต่ไม่ถึงกับกระดิกไม่ไหว เราจนปัญญา แต่ไม่ถึงกับสิ้นหวัง" คำว่า "แต่ไม่ถึงกับ" คือคำที่บอกถึงพระคุณ มีบางอย่างกั้นไม่ให้คุณพังลง และสิ่งนั้นไม่ใช่ความเก่งของคุณ มันคือพระมือของพระองค์
    • วันนี้คุณยืนอยู่ตรงนี้ได้ ไม่ใช่เพราะคุณไม่เคยจะล้ม แต่เพราะมีพระองค์คอยรับ
  2. พระเจ้าไม่เคยพาคุณกลับไปทำซ้ำในบทเรียนเดิม

    • บทเรียนที่ผ่านแล้ว คือเงินทุนของวันใหม่: สิ่งที่คุณได้เรียนรู้ในความเจ็บปวดเมื่อปีที่แล้ว มันกลายเป็นทรัพย์สมบัติของคุณวันนี้ พระเจ้าไม่ได้ทำให้คุณเสียเวลาเปล่า
    • บางครั้งเราคิดว่าเราหยุดอยู่กับที่: แต่จริงๆ คุณเดินมาไกลกว่าที่คุณคิด เพราะการเปลี่ยนแปลงภายใน มันไม่มีหลักไมล์ให้นับเหมือนถนน
    • เวลาเรามองคนรอบข้าง: เรามักเห็นว่าเขาก้าวหน้ากว่าเรา แต่เรากำลังเปรียบเทียบความรู้สึกภายในของเรา กับภาพลักษณ์ภายนอกของเขา ซึ่งไม่ใช่การเปรียบเทียบที่ยุติธรรมเลย
    • ในฟีลิปปี 1:6 เขียนว่า "พระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีไว้ในพวกท่านแล้ว จะทรงกระทำให้สำเร็จ" คำว่า "ตั้งต้นแล้ว" สำคัญมาก เพราะถ้าพระองค์เริ่ม พระองค์จะจบ และคุณจะไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ศูนย์
    • เพราะฉะนั้นการที่คุณรู้สึกเหนื่อย ไม่ได้แปลว่าคุณล้มเหลว แต่อาจแปลว่าคุณใกล้แล้ว
  3. สิ่งที่คุณมองว่าเป็นความล้มเหลว อาจเป็นรากฐาน

    • ความผิดพลาดในอดีต ไม่ได้กำหนดอนาคต: พระเจ้าใช้สิ่งที่ดูเหมือนเศษซากมาสร้างวิหารได้เสมอ คุณเคยเห็นไหมว่า ทุกเรื่องราวของผู้ที่ถูกใช้อย่างยิ่งใหญ่ในพระคัมภีร์ มีรอยร้าวลึกๆ อยู่ในประวัติของพวกเขาทั้งนั้น
    • ตัวคุณตอนนี้ไม่ใช่ตัวคุณตอนนั้น: คุณได้ตายต่อบาปบางอย่างไปแล้ว คุณได้ปลดปล่อยตัวเองจากบางสิ่งไปแล้ว และพระเจ้าจะไม่ขุดมันขึ้นมาประจานคุณอีก
    • ลองนึกภาพว่า มีคนหนึ่งทิ้งเมล็ดข้าวไว้ในซอกของลานบ้านที่แตกร้าว แล้วลืมไป ผ่านไป 6 เดือนกลับมา กลับเห็นต้นไม้งอกขึ้นมา สิ่งที่ดูเหมือนรอยแตก กลายเป็นที่ที่ชีวิตใหม่เริ่มต้น พระเจ้าทำงานในรอยแตกของคุณ
    • ในโรม 8:28 บอกว่า "ทุกสิ่งร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า" คำว่า "ทุกสิ่ง" ไม่ได้ยกเว้นความเจ็บปวด ไม่ได้ยกเว้นความผิดพลาด ทุกสิ่งจริงๆ และนั่นคือข่าวดีที่สุดของชีวิตคนเชื่อ
    • ฉะนั้น สิ่งที่คุณเคยเสียใจมากที่สุด อาจกลายเป็นเรื่องราวที่คนอื่นได้รับการเยียวยาในอนาคต
  4. ความเงียบของพระเจ้า ไม่ได้แปลว่าพระองค์ไม่ทำอะไร

    • ใต้ดินที่เงียบที่สุด คือที่ที่รากกำลังขุดลึก: ฤดูที่คุณรู้สึกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น มักเป็นฤดูที่พระเจ้าทำงานในส่วนที่คุณมองไม่เห็น
    • ความเงียบไม่ใช่การปฏิเสธ: มันคือการรอ และการรอของพระเจ้า ต่างจากการเพิกเฉยของมนุษย์โดยสิ้นเชิง
    • ผมเคยรู้สึกว่า มีช่วงหนึ่งที่อธิษฐานแล้วเหมือนคำพูดของผมตกลงบนเพดาน แต่เมื่อหันกลับไปมอง 2-3 ปีต่อมา ผมเห็นชัดเลยว่าพระองค์ตอบทุกคำอธิษฐาน แค่พระองค์ตอบในเวลาและในรูปแบบที่ผมไม่ได้คาดคิด
    • ในสดุดี 27:14 เขียนว่า "จงรอคอยพระเจ้า จงเข้มแข็ง และให้พระทัยของท่านกล้าหาญเถิด เออ จงรอคอยพระเจ้า" คำว่ารอ ในภาษาฮีบรู ไม่ได้แปลว่านั่งเฉยๆ แต่แปลว่า "ผูกพันไว้กับ" เหมือนเชือกสามเส้นที่ถักเข้าด้วยกัน
    • คุณกำลังถูกถักเข้ากับพระองค์ในความเงียบนี้
  5. คุณไม่ได้สู้คนเดียวมาตลอดทาง

    • มีคนที่อธิษฐานเผื่อคุณ โดยที่คุณไม่รู้: อาจเป็นพ่อแม่ คุณยาย คุณตา หรือเพื่อนคนหนึ่งที่จดชื่อคุณไว้ในสมุดอธิษฐาน
    • และมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อ้อนวอนแทนคุณ: ในช่วงเวลาที่คุณอ่อนแอเกินกว่าจะอธิษฐาน พระองค์อธิษฐานแทนคุณด้วยเสียงคร่ำครวญ
    • เวลาเราเดินผ่านพายุ: เรามักรู้สึกว่าเราถูกทิ้ง แต่ความรู้สึกถูกทิ้ง ไม่ได้แปลว่าเราถูกทิ้งจริงๆ ในเรือที่กำลังโคลงเคลงในกาลิลี พระเยซูหลับอยู่บนเรือลำเดียวกันกับเหล่าสาวก พระองค์ไม่เคยกระโดดลงจากเรือ
    • ในโรม 8:26 เขียนว่า "พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย" คำว่า "ช่วย" ในต้นฉบับคือ "แบกร่วมกัน" คุณไม่ได้แบกภาระคนเดียว คุณแค่ไม่เห็นมือที่ช่วยแบกอีกข้าง
    • และวันนี้คุณอาจค้นพบว่า มือนั้นไม่เคยปล่อยเลย
  6. เด็กในตัวคุณ ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นสิ่งที่พระเจ้าอยากเยียวยา

    • บางส่วนของเราเติบโตเร็วเกินไป: เพราะชีวิตบังคับให้เราเข้มแข็ง แต่มีบางส่วนยังเป็นเด็กที่กลัว ที่รู้สึกไม่พอ ที่ต้องการการยอมรับ
    • เด็กคนนั้นไม่ใช่ความอ่อนแอ: มันคือส่วนของคุณที่พระเจ้าอยากกอดที่สุด พระองค์ไม่ได้บอกให้คุณเข้มแข็งเข้าไว้ พระองค์บอกว่า "จงมาหาเรา"
    • ลองนึกภาพว่า มีเด็กคนหนึ่งหลงทางในห้างใหญ่ๆ ทุกอย่างดูเป็นภัยคุกคามไปหมด แต่เมื่อแม่มาถึง สิ่งรอบข้างไม่ได้เปลี่ยน แค่หัวใจของเด็กเปลี่ยน เพราะเขารู้แล้วว่าไม่ได้อยู่คนเดียว นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อพระบิดาเข้ามาในห้องของหัวใจคุณ
    • ใน 1 โครินธ์ 13:11 เขียนว่า "เมื่อข้าพเจ้ายังเป็นเด็ก ข้าพเจ้าพูดอย่างเด็ก คิดอย่างเด็ก... เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ข้าพเจ้าก็เลิกอาการเด็กเสีย" การเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ ไม่ได้แปลว่าปฏิเสธความเป็นเด็ก แต่หมายถึงการให้เด็กคนนั้น ได้รับการรักจนเติบโต
    • และคุณอาจกำลังเข้าสู่ฤดูของการเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ โดยที่ไม่รู้ตัว
  7. วันนี้คือจุดเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่จุดที่ทุกอย่างพัง

    • ไม่มีอะไรในชีวิตคุณ ที่อยู่นอกเหนือพระคุณ: ไม่มีรอยร้าวไหนที่ลึกเกินกว่าที่พระโลหิตของพระเยซูจะถมเต็มได้
    • การเริ่มต้นใหม่ไม่ได้เกิดในวันปีใหม่: มันเกิดในวินาทีที่คุณตัดสินใจหันใจกลับมาหาพระองค์ และวินาทีนั้นอาจเป็นวินาทีที่คุณอ่านประโยคนี้
    • เวลาเราคิดถึงคำว่า "เริ่มต้นใหม่": เรามักนึกถึงเรื่องใหญ่ๆ แต่จริงๆ พระเจ้าทำงานในขนาดเล็ก เริ่มจากความคิดหนึ่ง คำอธิษฐานหนึ่ง การให้อภัยหนึ่งครั้ง
    • ในเพลงคร่ำครวญ 3:22-23 เขียนว่า "ความเมตตาของพระองค์ใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า ความสัตย์ซื่อของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก" ทุกเช้า ไม่ใช่ทุกปี ไม่ใช่ทุกฤดู ทุกเช้า แปลว่าวันนี้คุณได้รับความเมตตาชุดใหม่ ที่ไม่เคยถูกใช้มาก่อน
    • และนั่นแปลว่าวันนี้ คุณมีสิทธิ์ที่จะหวังอีกครั้ง

สนองตอบถ้อยคำของพระเจ้า

  • จดบันทึก "ทางที่ผ่านมา": วันนี้ให้คุณนั่งลงพร้อมสมุดเล่มหนึ่ง แล้วเขียน 5 เรื่องที่คุณเคยกลัวมากๆ ในอดีต ที่ตอนนี้คุณผ่านมาแล้ว เห็นด้วยตาตัวเองว่าพระเจ้าพาคุณข้ามมาแล้วกี่ภูเขา และให้กระดาษนั้นเป็นพยานในวันที่คุณท้อ
  • อธิษฐานขอบคุณก่อนขอ: ลองเปลี่ยนรูปแบบการอธิษฐาน เริ่มด้วยการขอบคุณ 3 อย่างที่พระเจ้าทำในสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อน แม้เป็นเรื่องเล็ก เช่น ตื่นมามีลมหายใจ ก่อนจะขอสิ่งใดในวันนี้
  • บอกใครสักคนว่า "คุณผ่านมาได้": เลือกคนหนึ่งในชีวิตคุณที่กำลังเหนื่อย แล้วส่งข้อความสั้นๆ บอกเขาว่าคุณเห็นที่เขาผ่านมา และเชื่อว่าเขาจะผ่านอันนี้ไปได้ การให้กำลังใจคนอื่น มักย้อนกลับมาเยียวยาตัวเราเองอย่างน่าประหลาด
  • อ่านสดุดีบทหนึ่งวันละครั้ง: เริ่มจากสดุดี 23 เป็นเวลา 7 วันติด อ่านช้าๆ ออกเสียงเบาๆ แล้วฟังว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เน้นคำไหนในวันไหน นี่คือวิธีง่ายๆ ที่จะให้พระคำเข้ามาอยู่ในกระดูกของคุณ
  • หยุดเปรียบเทียบเส้นทางตัวเอง: ในสัปดาห์นี้ ลองเลื่อนผ่านโพสต์ในโซเชียลแบบไม่เปิดเทียบกับชีวิตตัวเอง บอกตัวเองว่า "เรื่องของฉันก็มีจังหวะของฉัน" และจังหวะนั้นถูกออกแบบมาเฉพาะคุณ

วันนี้ผมอยากให้คุณหันกลับไปมองข้างหลังสักครั้ง ไม่ใช่เพื่อจมในความเสียใจ แต่เพื่อเห็นรอยเท้าของพระเจ้าที่เดินมาด้วยกันกับคุณตลอดทาง บางทีสิ่งที่คุณกลัวที่สุด ผ่านไปเงียบๆ แล้ว และคุณยังไม่ทันได้กล่าวขอบคุณพระองค์เลย หนทางข้างหน้าอาจยังมีเขาให้ปีน แต่คุณไม่ใช่คนเดียวกับที่ออกเดินทางครั้งแรกอีกต่อไป คุณคือคนที่รอดมาแล้วจากทุกพายุที่ผ่านมา และพระเจ้าที่อยู่กับคุณในวันนั้น ก็คือพระเจ้าองค์เดียวกันที่ยืนข้างคุณในวันนี้ ผมเชื่อว่าความเมตตาของพระองค์ที่ใหม่อยู่ทุกเช้า กำลังรอคุณอยู่พรุ่งนี้แล้ว และผมหวังว่าคุณจะกล้าตื่นขึ้นมารับมันด้วยใจที่เบาขึ้นกว่าเมื่อวาน เพราะส่วนที่ยากที่สุด มันผ่านไปแล้วจริงๆ

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมเราถึงรู้สึกว่าส่วนที่ยากยังมาไม่ถึง ทั้งที่อาจผ่านมาแล้ว?+
เพราะสมองมนุษย์ถูกออกแบบให้เฝ้าระวังอนาคต มากกว่าให้เครดิตอดีตที่รอดมา การฝึกขอบคุณและจดบันทึกสิ่งที่ผ่านพ้น เป็นวิธีปรับมุมมองให้ตรงกับความจริงของพระเจ้ามากขึ้น
ความเงียบของพระเจ้าแปลว่าพระองค์ทอดทิ้งหรือไม่?+
ไม่ใช่ ความเงียบในพระคัมภีร์มักเป็นฤดูของการเตรียม ไม่ใช่การปฏิเสธ สดุดี 27:14 สอนให้รอคอยพระเจ้าด้วยใจกล้าหาญ เพราะการรอคือการผูกพันกับพระองค์ที่ลึกขึ้น
จะเริ่มต้นใหม่หลังความล้มเหลวใหญ่ในชีวิตได้อย่างไร?+
เริ่มจากการยอมรับว่าตัวเองอยู่จุดไหน อธิษฐานสั้นๆ ขอพระเจ้าเข้ามาในจุดนั้น แล้วทำสิ่งเล็กๆ หนึ่งอย่างที่นำใจกลับมาหาพระองค์ เช่น เปิดพระคัมภีร์อ่านหนึ่งบท เพลงคร่ำครวญ 3:22-23 ยืนยันว่าความเมตตาของพระเจ้าใหม่ทุกเช้า
บทเรียนเดิมๆ ในชีวิตจะกลับมาวนอีกหรือไม่?+
พระเจ้าไม่พาเราย้อนกลับไปทำซ้ำในบทเรียนเดิม แต่บางครั้งสถานการณ์คล้ายเดิมกลับมา เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราเติบโตขึ้นแค่ไหน ฟีลิปปี 1:6 ยืนยันว่าพระเจ้าจะทำกิจดีในตัวคนเชื่อให้สำเร็จ
ความผิดพลาดในอดีตจะกำหนดอนาคตของคนเชื่อหรือไม่?+
ไม่ พระคุณของพระเยซูครอบคลุมทุกความผิดพลาด และพระเจ้าสามารถใช้แม้แต่รอยร้าวให้เป็นช่องทางของชีวิตใหม่ ตามที่โรม 8:28 สอนว่าทุกสิ่งร่วมกันก่อผลดีแก่คนที่รักพระเจ้า
อ.ทิโมธี เจนพัฒน
อ.ทิโมธี เจนพัฒน
ผู้ก่อตั้งพันธกิจ Thai Church Media