หุบเขานั้น พระองค์เดินด้วย

ภาพ: Marko Mocilac (pexels)
เมื่อชีวิตเดินเข้าสู่ช่วงเจ็บปวดและการรอคอยที่ยาวนาน พระเจ้าไม่ได้หายไปในความเงียบ พระองค์ทรงทำงานลึกที่สุดในช่วงที่มืดที่สุด การรอคือห้องเรียนของความเชื่อ ผู้เชื่อสามารถนำความสงสัยมาถึงพระเจ้าได้ตรงๆ และของขวัญที่แท้จริงไม่ใช่ปลายทาง แต่คือความสนิทกับพระองค์ที่ค้นพบระหว่างทาง
ถ้าวันนี้คุณกำลังเดินอยู่ในช่วงเวลาที่มืด — ที่คำอธิษฐานเหมือนไม่มีเสียงตอบกลับ ที่ทุกอย่างค้างอยู่ในความเงียบ และคุณเริ่มสงสัยว่าพระเจ้ายังฟังอยู่ไหม — อยากขอให้คุณอ่านบทความนี้ช้าๆ ไม่ต้องรีบ ผมเชื่อว่าพระองค์ทรงวางบางสิ่งไว้ในบรรทัดเหล่านี้ ที่พระองค์อยากจะกระซิบเข้าไปในใจคุณวันนี้ ว่าคุณไม่ได้ถูกลืม และการรอคอยของคุณไม่ได้ไร้ความหมาย
5 ความจริงที่จะพยุงใจคุณในหุบเขา
พระเจ้าไม่ได้หายไปในความเงียบ พระองค์แค่ทำงานในที่ที่คุณยังมองไม่เห็น
ความเงียบไม่เท่ากับการทอดทิ้ง: เวลาเราไม่ได้ยินเสียงพระเจ้าเป็นเวลานาน จิตใจมักจะแปลความเงียบนั้นว่าพระองค์ไม่แคร์ แต่ความจริงคือ ความเงียบของพระเจ้า ไม่เคยเท่ากับการไม่อยู่ของพระเจ้า พระองค์อาจกำลังทำสิ่งที่ลึกที่สุดในชีวิตคุณ ในช่วงเวลาที่เงียบที่สุด
สิ่งที่รากทำในดินมืด: ลองนึกภาพต้นไม้ที่ยังเล็กอยู่ ในฤดูหนาวมันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่มีใบใหม่ ไม่มีดอก ไม่มีผล แต่ใต้ดินนั้น รากกำลังหยั่งลึกลงไปอย่างเงียบๆ เพื่อวันหนึ่งเมื่อพายุมา ต้นไม้จะไม่ล้ม พระเจ้ามักจะทำงานกับเราแบบนั้น พระองค์ไม่ได้เร่งให้คุณโตเร็ว พระองค์กำลังทำให้คุณโตลึก
ผมอ่านเจอในสดุดี 46:10 ว่า: "จงนิ่งเสียและรู้เถอะว่าเราคือพระเจ้า" คำว่า "นิ่ง" ในต้นฉบับหมายถึง การปล่อยมือ การหยุดพยายามควบคุม พระเจ้ากำลังชวนคุณว่า ในความเงียบนี้ ไม่ใช่หน้าที่คุณจะดิ้นให้พ้น หน้าที่คุณคือ รู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า และที่เหลือ พระองค์จัดการเอง
ความเงียบไม่ใช่คำตอบ "ไม่" ของพระเจ้า มันคือคำตอบ "ยังไม่ใช่ตอนนี้" ที่มาพร้อมกับการทำงานที่คุณยังมองไม่เห็น
การรอคอย คือห้องเรียนที่พระเจ้าสร้างความเชื่อของคุณ
สิ่งที่ไม่ได้มาเร็ว มักจะอยู่นาน: ทุกอย่างที่พระเจ้าให้เร็ว มักจะไม่ได้ทำให้ใจเรารากลึก แต่สิ่งที่ต้องรอ ต้องผ่านฤดูของการยึดมั่น สิ่งนั้นจะกลายเป็น ส่วนหนึ่งของตัวตนคุณ ไม่ใช่แค่สิ่งที่คุณครอบครอง
การรอ ไม่ใช่การเสียเวลา: ในโลกที่สอนให้ทุกอย่างต้องเร็ว เราตีความการรอว่าเป็นความล้มเหลว แต่ในสายพระเจ้า การรอคือการ สร้างขึ้น ไม่ใช่การ หยุดชะงัก อาโบราฮัมรอ 25 ปีถึงจะเห็นลูกสัญญา โยเซฟรอในคุกหลายปีก่อนจะขึ้นครองอำนาจ โมเสสอยู่ในถิ่นทุรกันดาร 40 ปีก่อนพระเจ้าจะเรียกใช้
ลองนึกภาพคุณกำลังต้ม: เวลาน้ำใกล้เดือด มันจะเงียบที่สุด ไม่มีฟองอะไรเลย มันเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในความจริงคือความร้อนกำลังสะสมอยู่ พระเจ้าทำงานในเรากันแบบนั้น ก่อนที่ การเปลี่ยนแปลงจะปรากฏภายนอก พระองค์ต้องสะสมบางสิ่งไว้ภายในเราก่อน
ใน อิสยาห์ 40:31 เขียนว่า: "แต่คนทั้งหลายที่รอคอยพระเจ้าจะเสริมเรี่ยวแรงใหม่ เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี" สังเกตดีๆ นะครับ พระเจ้าไม่ได้บอกว่าคนที่ หนี จากการรอจะมีกำลัง แต่คนที่ รอ ต่างหากที่จะมีปีก การรอคอยจึงไม่ใช่การนั่งเฉยๆ แต่คือการ ยึดมั่นในพระองค์อย่างต่อเนื่อง ในความเงียบ
คนที่ผ่านหุบเขามาแล้ว มักจะเป็นคนที่มีความเชื่อลึกที่สุด เพราะเขาไม่ได้เรียนพระเจ้าจากหนังสือ เขาเรียนพระเจ้าจากการรอ
คุณเอาความสงสัยและคำถามของคุณมาหาพระองค์ได้
พระเจ้าไม่กลัวคำถามของคุณ: หลายคนกลัวว่าถ้าตัวเองสงสัย แปลว่าความเชื่ออ่อน ผมเคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน เคยกลัวว่าถ้าเอาคำถามที่หนักที่สุดในใจไปหาพระเจ้า พระองค์จะโกรธ จะปฏิเสธ จะเดินหนี แต่สิ่งที่ผมค้นพบคือ พระเจ้าไม่เคยกลัวความจริงในใจเรา พระองค์รู้อยู่แล้ว พระองค์แค่รอให้เราเปิดปาก
การพูดกับพระเจ้าอย่างซื่อสัตย์ สร้างความสัมพันธ์: ลองนึกถึงเพื่อนสนิทที่สุดของคุณ ความสัมพันธ์ที่ลึกที่สุดไม่ได้เกิดจากบทสนทนาที่สวยหรู แต่เกิดจากช่วงเวลาที่คุณกล้าเปิดใจในสิ่งที่ไม่กล้าบอกใครอื่น พระเจ้าก็เช่นกัน พระองค์อยากได้ยิน เสียงจริงของคุณ ไม่ใช่เสียงที่คุณคิดว่าพระองค์อยากได้ยิน
สดุดีเต็มไปด้วยคำร้องทุกข์: ลองเปิดสดุดีอ่านดู คุณจะพบว่าดาวิด — คนที่พระเจ้าเรียกว่าเป็นคนตามพระทัยของพระองค์ — เขียนสิ่งที่หนักที่สุดในใจให้พระเจ้าฟัง "ข้าแต่พระเจ้า ทำไมพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพระองค์" "ข้าพระองค์เหนื่อยด้วยการร่ำไห้ของข้าพระองค์" ถ้าดาวิดยังพูดกับพระเจ้าแบบนี้ได้ คุณก็ทำได้เหมือนกัน
ผมอ่านเจอในสดุดี 62:8 ว่า: "จงเทระบายความในใจของท่านต่อพระองค์" คำว่า "เท" หมายถึงเทออกให้หมด ไม่เก็บไว้ ไม่กรอง ไม่ทำให้ดูดี พระเจ้าเชื้อเชิญเรามาถึงพระองค์ ในสภาพที่เราเป็นจริงๆ ไม่ใช่สภาพที่เราคิดว่าเราควรเป็น
ความสงสัยที่นำมาหาพระเจ้า ไม่ทำลายความเชื่อ มันทำให้ความเชื่อลึกลง เพราะทุกครั้งที่คุณเปิดปากถามในความมืด และพระองค์ตอบด้วยสันติสุข ความเชื่อของคุณจะแข็งขึ้นอีกหนึ่งขั้น
ความเจ็บปวดกับสันติสุข สามารถอยู่ในใจเดียวกันได้
คุณไม่ต้องหายเจ็บก่อน ถึงจะมีสันติได้: เราชอบคิดว่าสันติสุขจะมาหลังจากปัญหาจบ แต่พระเจ้าให้สันติสุขในแบบที่โลกให้ไม่ได้ — สันติสุขที่มาในกลางพายุ ไม่ใช่หลังพายุ คุณสามารถร้องไห้กับพระเจ้าในเช้าวันหนึ่ง แล้วรู้สึกว่าพระองค์อยู่ใกล้อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในเช้าเดียวกันได้
ผมเคยคิดว่ามันขัดกัน: ตอนที่ผมเจอเรื่องที่หนักที่สุดในชีวิต ผมพยายามหยุดร้องไห้เพราะคิดว่าคริสเตียนที่มีความเชื่อไม่ควรร้อง แต่มันไม่จริง น้ำตากับความเชื่อ ไม่ได้ขัดกัน พระเยซูเองก็ทรงกันแสงที่หลุมศพลาซารัส ทั้งที่พระองค์รู้อยู่แล้วว่าจะทำให้ลาซารัสเป็นขึ้นมา ความเจ็บปวดของคุณไม่ได้พิสูจน์ว่าคุณไม่มีความเชื่อ มันพิสูจน์ว่าคุณเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ
เวลาเราคิดว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง: เรามักคิดแบบขาวดำ ถ้าเจ็บ ก็ห้ามมีสันติ ถ้าสงสัย ก็ห้ามมีเชื่อ ถ้ากลัว ก็ห้ามมีหวัง แต่ในอาณาจักรของพระเจ้า สิ่งเหล่านี้อยู่ด้วยกันได้ เพราะพระเจ้ามีขนาดใหญ่พอที่จะบรรจุความจริงทั้งสองด้านของหัวใจคุณในเวลาเดียวกัน
ใน 2 โครินธ์ 4:8-9 เขียนว่า: "เราถูกขนาบรอบข้าง แต่ก็ไม่ถึงกับกระดิกไม่ไหว เราจนปัญญา แต่ก็ไม่ถึงกับหมดหวัง" สังเกตการใช้คำว่า "แต่" นะครับ เปาโลยอมรับความเจ็บทั้งสองด้าน สภาพภายนอกที่หนัก และสภาพภายในที่ยังยืน พระเจ้าไม่ได้เอาความเจ็บออกไป พระองค์อยู่ในความเจ็บกับเรา
สันติสุขของพระเจ้าไม่ใช่การไม่รู้สึกอะไร แต่คือการรู้สึกทุกอย่าง — และยังรู้ว่าพระองค์ทรงอยู่ในทุกความรู้สึกนั้น
ของขวัญที่แท้จริง ไม่ใช่ปลายทาง แต่คือทางที่พระองค์ดึงคุณเข้าใกล้
เรามักมองผลลัพธ์เป็นของขวัญ: เวลาเราอธิษฐานขออะไรสักอย่าง เราคิดว่าถ้าได้สิ่งนั้น = พระเจ้าตอบ ถ้าไม่ได้ = พระเจ้าเงียบ แต่ ของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระเจ้าให้เราในการรอ ไม่ใช่สิ่งที่เราขอ มันคือตัวพระองค์เอง สิ่งที่เราขออาจจะได้หรือไม่ได้ แต่พระเจ้าที่เราพบระหว่างทาง เป็นของแท้ที่ไม่มีใครเอาไปได้
เวลาที่คุณมองย้อนกลับไป: คุณจะสังเกตเห็นว่าคนที่ผ่านหุบเขาลึกๆ มา มักพูดสิ่งเดียวกันหมด "ถ้าไม่ได้ผ่านช่วงนั้น ผมจะไม่รู้จักพระเจ้าอย่างที่รู้จักวันนี้" ไม่มีทางลัดเข้าถึงความสนิทกับพระเจ้า และหุบเขาก็ไม่ใช่สิ่งที่พระองค์ส่งมาลงโทษ มันคือทางที่พระองค์เดินด้วย
ลองนึกภาพเด็กเล็กที่หลงในห้าง: เมื่อเขาเจอพ่อ สิ่งแรกที่เขาทำไม่ใช่การถามว่า "ทำไมปล่อยให้หนูหลง" แต่คือ ขึ้นไปเกาะพ่อแน่นๆ ไม่ยอมปล่อยอีกเลย หุบเขามักจะทำแบบนั้นกับเรา — มันทำให้เราเกาะพระเจ้าแน่นขึ้น จนความสัมพันธ์นั้นกลายเป็นสิ่งที่ล้ำค่ากว่าสิ่งที่เรากลัวว่าจะเสียในตอนแรก
ผมอ่านเจอในยากอบ 4:8 ว่า: "จงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จเข้ามาใกล้ท่าน" นี่เป็นสัญญาที่ทรงพลังมาก การเข้าใกล้ไม่ใช่หน้าที่ของพระองค์ฝ่ายเดียว เมื่อคุณก้าวเข้าไปหาพระองค์ในความมืด แม้จะสั่นเทา แม้จะสงสัย พระองค์สัญญาว่าจะเดินเข้ามาหาคุณ
สุดท้ายแล้ว บางทีคำอธิษฐานที่พระเจ้าตอบไม่ใช่คำที่เราพูด แต่คือคำที่พระองค์ปลูกในใจเรากลางทาง — ให้เรารู้ว่า พระองค์เองคือคำตอบ ที่เราตามหาตลอด
สนองตอบถ้อยคำของพระเจ้า
ตั้งเวลาเงียบกับพระเจ้าวันละ 10 นาที: ไม่ต้องพูดอะไรก็ได้ แค่นั่งอยู่กับพระองค์ อ่านสดุดี 23 ช้าๆ แล้วให้แต่ละคำจมลงในใจ การอยู่กับพระองค์โดยไม่ต้องผลิตอะไร คือรากฐานที่จะพยุงคุณในวันที่หุบเขาลึก
เขียนคำถามและความสงสัยของคุณลงในสมุด: เอาสิ่งที่หนักที่สุดในใจ เขียนออกมาเป็นจดหมายถึงพระเจ้า ไม่ต้องกรอง ไม่ต้องทำให้ดูดี พระองค์เห็นทุกอย่างแล้ว เขียนออกมาช่วยให้คุณ ยกภาระออกจากใจ และเห็นว่าจริงๆ แล้วคุณกำลังรู้สึกอะไร
เชื้อเชิญเพื่อนที่ไว้ใจได้เข้ามาในหุบเขากับคุณ: อย่าเดินคนเดียว ลองนึกถึงคน 2-3 คนที่คุณเชื่อใจ แล้วบอกตรงๆ ว่า "ตอนนี้ผมกำลังเจอเรื่องหนัก อยากขอให้ช่วยอธิษฐานด้วย" คุณไม่ต้องแสดงว่าเข้มแข็งตลอดเวลา ให้คนอื่นได้รักคุณบ้าง
จดบันทึกความสัตย์ซื่อของพระเจ้าในอดีต: เขียนออกมา 5 ครั้งที่คุณเคยเห็นพระเจ้านำในชีวิต แม้ครั้งเล็กๆ ก็ได้ ในวันที่ความเชื่อรู้สึกเปราะบาง การกลับไปอ่านสิ่งที่พระองค์เคยทำ จะเตือนคุณว่าพระองค์ทำอีกครั้งได้
หยุดพยายามเข้าใจทุกอย่าง แล้วเริ่มไว้วางใจ: บางเรื่องเราจะไม่มีวันเข้าใจในโลกนี้ ลองเปลี่ยนคำอธิษฐานจาก "ทำไม" เป็น "ช่วยให้ผมไว้ใจ" ในสัปดาห์นี้ แล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น
วันนี้ถ้าคุณกำลังเดินอยู่ในหุบเขาที่มืดที่สุดในชีวิต ผมอยากบอกคุณด้วยความมั่นใจว่าคุณไม่ได้เดินคนเดียว พระเจ้าที่ดาวิดร้องเรียกในสดุดี 23 ยังเป็นพระเจ้าองค์เดียวกันที่กำลังเดินอยู่ข้างคุณในนาทีนี้ พระองค์เห็นน้ำตาของคุณ พระองค์ได้ยินคำอธิษฐานที่คุณพูดไม่ออก และพระองค์กำลังทำสิ่งที่ลึกและงดงามในตัวคุณ ในแบบที่คุณอาจจะยังมองไม่เห็นในตอนนี้ วันหนึ่งเมื่อคุณเดินพ้นหุบเขานี้ คุณจะหันกลับมามอง แล้วเห็นรอยเท้าของพระองค์เดินคู่กับคุณตลอดทาง ผมเชื่อว่าสิ่งที่คุณกำลังเผชิญวันนี้ ไม่ใช่จุดจบของเรื่อง — มันคือบทที่พระเจ้ากำลังเขียนขึ้นด้วยพระหัตถ์ที่รักคุณเกินกว่าคุณจะเข้าใจ วันนี้ผมขอให้คุณลองเปิดใจอีกครั้ง แค่กระซิบสั้นๆ ว่า "พระเจ้า ผมยังอยู่ที่นี่ พระองค์อยู่กับผมนะ" แล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับใจของคุณ
คำสำคัญในบทความนี้
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมพระเจ้าถึงเงียบเมื่อเราต้องการคำตอบมากที่สุด?+
คริสเตียนสงสัยพระเจ้าได้ไหม?+
จะพบสันติสุขในกลางความเจ็บปวดได้อย่างไร?+
ทำไมการรอคอยของพระเจ้าถึงนาน?+
ของขวัญที่พระเจ้าให้ในความยากลำบากคืออะไร?+
