ก่อนพระพร คือเสียงเบา

ภาพ: Anton Atanasov (pexels)
พระเจ้ามักให้พระสัญญาแก่คนของพระองค์ พร้อมกับเสียงกระซิบให้ลงมือทำสิ่งเล็กๆ ที่นำไปสู่พระสัญญานั้น การพลาดพระพรในชีวิตของคริสเตียนหลายคน ไม่ได้เกิดจากพระเจ้าไม่ตรัส แต่เกิดจากการไม่ตอบสนองต่อเสียงเบาที่พระองค์ตรัสในเวลาที่เหมาะสม ทักษะการฟังและตอบสนองต่อเสียงกระซิบจึงเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดของชีวิตที่เดินกับพระเจ้า
มีเสียงบางเสียงในโลกนี้ที่ไม่ได้ดังกว่าเสียงอื่น แต่กลับเปลี่ยนชีวิตคนได้มากกว่าเสียงทั้งหมดรวมกัน มันไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง ไม่ใช่เสียงตะโกน ไม่ใช่เสียงประกาศจากเวที มันเบาจนบางครั้งกลบด้วยเสียงพัดลมในห้องนอนได้ ทว่าคนที่ได้ยินและตอบสนองต่อเสียงนั้น มักเป็นคนที่ชีวิตหักเลี้ยวไปในทิศทางที่ตัวเองไม่เคยฝันถึง คำถามคือ ทำไมพระเจ้าที่มีฤทธิ์อำนาจสร้างจักรวาล จึงเลือกที่จะพูดกับหัวใจของเราด้วยเสียงที่เบาที่สุด และเราพลาดเสียงนั้นไปแล้วกี่ครั้งในชีวิตโดยที่ไม่รู้ตัว?
3 ความจริงเรื่องเสียงกระซิบของพระเจ้า
พระสัญญาของพระเจ้ามักมาพร้อมกับเสียงเรียกให้ลงมือทำ
- พระสัญญาไม่ใช่ล็อตเตอรี่ที่หล่นลงมาเอง: เมื่อพระเจ้าให้พระสัญญากับใคร พระองค์แทบไม่เคยส่งของขวัญพร้อมโบมัดมาให้ที่หน้าประตูโดยไม่ต้องทำอะไรเลย ในหน้าประวัติศาสตร์ของพระคัมภีร์ พระสัญญาเดินคู่กับการเชื่อฟังเสมอ พระองค์บอกว่า "เราจะให้แผ่นดินนี้แก่เจ้า" แล้วสั่งให้ออกเดิน พระองค์บอกว่า "จะมีบุตร" แล้วสั่งให้เชื่อ พระองค์สัญญาว่า "จะมีชัยชนะ" แล้วสั่งให้เดินรอบกำแพง
- เสียงเรียกให้ทำ คือสะพานไปหาพระสัญญา: ระหว่างวันที่พระองค์พูดว่า "เราจะทำ" กับวันที่เราเห็นว่า "พระองค์ได้ทำ" มีช่องว่างอยู่ตรงกลาง และในช่องว่างนั้นเอง พระเจ้าจะกระซิบกับเราเป็นระยะๆ ให้ทำสิ่งเล็กๆ ที่ดูไม่เกี่ยวกัน โทรหาคนคนนี้ ให้อภัยเรื่องนั้น หยุดสิ่งนี้ เริ่มสิ่งนั้น มันดูเล็ก แต่ทุกก้าวคือหินก้อนหนึ่งในสะพาน
- ลองนึกภาพว่าอับราฮัมได้ยินพระสัญญาว่าจะเป็นบิดาของหลายชนชาติ แล้วนั่งเฉยๆ ในเมืองอูร์: เขาคงเป็นแค่ผู้ชายแก่คนหนึ่งที่มีความทรงจำอันน่าประทับใจว่าครั้งหนึ่งพระเจ้าเคยพูดกับเขา แต่พระสัญญานั้นจะไม่เกิดขึ้นจริง เพราะเสียงต่อมาที่พระเจ้าตรัสคือ "จงออกจากเมืองของเจ้า" และหากเขาไม่ตอบสนองต่อเสียงเรียกนั้น เขาคงไม่มีวันได้ยืนอยู่ใต้ท้องฟ้าที่พระเจ้าชี้ดาวให้ดู
- ผมอ่านเจอในยากอบ 1:22 ว่า: "จงเป็นผู้ประพฤติตามพระวจนะ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้ฟังเท่านั้น หลอกลวงตนเอง" ประโยคนี้ตรงมาก การได้ยินแล้วไม่ทำ ไม่ใช่แค่ไม่ได้พระพร แต่คือการโกหกตัวเองว่าเราเชื่อ ทั้งที่พฤติกรรมของเราบอกอีกอย่าง
- พระสัญญาที่พระเจ้ามอบให้คุณอาจกำลังรอเสียงเรียกครั้งถัดไปอยู่ และเสียงนั้นอาจกำลังกระซิบอยู่ตอนนี้แล้ว
เสียงกระซิบต้องการความกล้า เพราะพระเจ้าไม่ตะโกน
- พระเจ้ามักเลือกที่จะเบา แทนที่จะดัง: เอลียาห์อยู่บนภูเขา รอฟังเสียงพระเจ้า ลมพัดแรงจนหินแตก แผ่นดินไหว ไฟลุกโพลง แต่พระคัมภีร์บอกว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่ในสิ่งเหล่านั้น พระองค์อยู่ในเสียงกระซิบเบาๆ หลังจากทุกอย่างสงบลง มันเป็นภาพที่บอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับตัวพระเจ้า พระองค์ไม่แข่งกับเสียงของโลก
- เสียงเบา แปลว่าเราต้องเงียบก่อน: ถ้าเสียงที่กำลังพูดกับเรามีพลังพอๆ กับเสียงพัดลม แต่ในหัวของเรามีเสียงข่าว เสียงแจ้งเตือน เสียงเปรียบเทียบ เสียงกังวลเรื่องพรุ่งนี้ เสียงเสียใจเรื่องเมื่อวาน วิ่งอยู่พร้อมกันสิบเสียง เราจะได้ยินพระองค์ได้อย่างไร ความเงียบไม่ใช่ทางเลือกสำหรับคนที่อยากได้ยินพระเจ้า มันเป็นเงื่อนไข
- เวลาเรานั่งเงียบๆ ครั้งแรกในรอบหลายวัน สิ่งที่โผล่ขึ้นมามักไม่ใช่เสียงพระเจ้าก่อน แต่เป็นความอึดอัด: ใจเราไม่คุ้นกับความเงียบ เราอยากหยิบมือถือ อยากเปิดเพลง อยากทำอะไรก็ได้เพื่อไม่ต้องอยู่กับตัวเอง แต่ถ้าเราทนอยู่ตรงนั้นได้ อีกสักครู่ ชั้นที่ลึกกว่าเสียงข่าวสารจะเริ่มเปิดออก และในชั้นนั้นเอง เสียงที่เราเคยเรียกว่า "สัญชาตญาณ" กลายเป็นสิ่งที่ชัดเจนกว่านั้น
- ผมอ่านเจอใน 1 พงศ์กษัตริย์ 19:12 ว่า: พระเจ้าตรัสกับเอลียาห์ "ด้วยเสียงเบาสงัด" หลังจากทุกความอลังการผ่านไป มันสอนผมว่าถ้าอยากได้ยิน ผมต้องยอมลดเสียงของตัวเองลงก่อน ไม่ใช่ให้พระเจ้าตะโกนดังกว่าความสับสนของผม แต่ให้ผมเงียบพอที่จะได้ยินพระองค์ผ่านความสับสนนั้น
- เสียงกระซิบไม่ใช่จุดอ่อนของพระเจ้า แต่คือคำเชิญให้เราขยับเข้ามาใกล้พระองค์มากขึ้น
การตอบสนองในทันที คือความแตกต่างระหว่างได้ยินและได้พระพร
- การได้ยินไม่เท่ากับการได้ประโยชน์: คุณอาจได้ยินคำเทศนาที่ทรงพลังที่สุดในชีวิต แต่ถ้าออกจากที่นั่นแล้วชีวิตยังเหมือนเดิมทุกอย่าง คำเทศนานั้นไม่ได้ทำอะไรกับคุณเลย มันแค่ผ่านหูของคุณเหมือนสายลม พระพรที่พระเจ้าเตรียมไว้ไม่ได้ห่อไว้ในการได้ยิน แต่ห่อไว้ในการเชื่อฟัง
- ยิ่งตอบสนองช้า ยิ่งได้ยินยาก: เสียงกระซิบของพระเจ้าไม่ใช่เสียงที่ตะโกนซ้ำๆ ทุกวันจนกว่าเราจะทำ พระองค์เป็นสุภาพบุรุษเกินกว่านั้น ถ้าเราเมินเสียงเดิมซ้ำๆ ในที่สุดเสียงนั้นจะเบาลง ไม่ใช่เพราะพระเจ้าโกรธ แต่เพราะหูของเรามันแข็งขึ้น การเชื่อฟังในเรื่องเล็กจึงเป็นการฝึกหู
- ลองนึกภาพว่าพระเจ้ากระซิบให้คุณโทรหาเพื่อนคนหนึ่งเพื่อให้กำลังใจ: คุณคิดว่า "เดี๋ยวก่อน อีกสักครู่" แล้วก็ลืม สามเดือนต่อมาคุณรู้ว่าคืนนั้นเพื่อนคนนั้นกำลังจะทำเรื่องที่แก้ไขไม่ได้ พระเจ้าไม่ได้ผิดพลาด พระองค์ส่งเสียงไปแล้ว แต่พระพรที่ควรผ่านมือคุณไปถึงเขา ตกอยู่ที่ไหนสักที่ระหว่างทาง เพราะเราไม่เคลื่อนตอนที่ควรเคลื่อน
- ผมอ่านเจอในยอห์น 2:5 ว่า: พระมารดาของพระเยซูพูดกับคนรับใช้ว่า "ท่านจะบอกอะไรเจ้าก็จงทำตามเถิด" ไม่มีการต่อรอง ไม่มีการวิเคราะห์ก่อน เขาแค่ตักน้ำใส่โอ่งตามที่พระเยซูสั่ง แล้วน้ำนั้นกลายเป็นเหล้าองุ่นชั้นดีที่สุดในงาน พระพรอยู่หลังการเชื่อฟังในสิ่งที่ไม่ค่อยเข้าใจ
- พระเจ้าไม่ได้ต้องการให้คุณเข้าใจทุกอย่างก่อนจะเดิน พระองค์ต้องการให้คุณเดินก่อน แล้วความเข้าใจจะตามมาตอนที่คุณย้อนกลับมามอง
สนองตอบถ้อยคำของพระเจ้า
- จองเวลาเงียบ 10 นาทีทุกเช้า ก่อนหยิบมือถือ: ตั้งนาฬิกาปลุกให้เร็วขึ้นสิบนาที เพื่อใช้เวลานั้นนั่งเงียบๆ ไม่ต้องอ่านพระคัมภีร์ ไม่ต้องอธิษฐานเป็นคำเป็นประโยค แค่นั่ง หายใจ และตั้งใจฟัง หูของคุณต้องการการฝึกก่อนจะได้ยินเสียงเบาๆ ที่คุณเคยพลาดมาตลอด
- จดเสียงกระซิบทุกครั้งที่ได้ยิน แม้จะเล็กแค่ไหน: เปิดโน้ตในโทรศัพท์ เขียนสั้นๆ ว่าวันนี้รู้สึกว่าพระเจ้ากระซิบให้ทำอะไร แม้จะดูเป็นเรื่องเล็ก เช่น "ส่งข้อความหาคนนี้" "หยุดพูดเรื่องนั้น" การเขียนออกมาช่วยให้เสียงที่เบาที่สุดจับต้องได้ และช่วยให้คุณเห็นแพทเทิร์นเวลาย้อนกลับมาดู
- ตอบสนองใน 24 ชั่วโมง อย่าให้ข้ามคืนซ้ำสอง: เมื่อรู้ว่าควรทำอะไร อย่ารอความรู้สึกที่ดีกว่านี้หรือจังหวะที่เหมาะกว่านี้ ทำภายในวันเดียวกันถ้าเป็นไปได้ การเชื่อฟังไวเป็นทักษะเหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งใช้ยิ่งแข็งแรง ยิ่งเลื่อนยิ่งเฉื่อย
- เริ่มจากเรื่องเล็กที่คุณรู้อยู่แล้วว่าควรทำ: พระเจ้าไม่ได้กระซิบให้คุณย้ายประเทศทันทีในสัปดาห์แรกที่คุณเริ่มฟัง พระองค์เริ่มจากเรื่องเล็กๆ ที่คุณรู้อยู่แล้วว่าถูกต้อง ให้อภัยคนคนนั้น หยุดคำโกหกเล็กๆ กลับมาอ่านพระคัมภีร์ ทำเรื่องเล็กก่อน แล้วเรื่องใหญ่จะตามมาเมื่อพระองค์รู้ว่าคุณเชื่อถือได้
- เชื้อเชิญเพื่อนคนหนึ่งมาเป็นพยานร่วม: เล่าเสียงกระซิบและการตอบสนองของคุณให้เพื่อนที่เชื่อฟังไว้วางใจได้ฟัง ไม่ใช่เพื่อขออนุญาต แต่เพื่อมีคนช่วยยืนยันและถามคุณกลับเมื่อคุณลังเล การเดินคนเดียวทำให้เสียงในหัวชนะเสียงในใจได้ง่าย
ทุกครั้งที่คุณอ่านชีวประวัติของคนที่พระเจ้าใช้อย่างทรงพลัง คุณจะเจอแพทเทิร์นเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาไม่ได้พิเศษกว่าคนอื่นในทางไอคิว หน้าตา หรือทรัพยากร แต่พวกเขาพิเศษในเรื่องเดียวคือ ตอบสนองต่อเสียงเบาของพระเจ้าเร็วกว่าคนทั่วไป และในระยะยาว ทักษะนั้นเดียวได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของเขา วันนี้ผมอยากให้คุณเชื่อว่าคุณก็เข้าถึงทักษะนั้นได้เหมือนกัน ไม่ต้องรอให้เป็นคนพิเศษก่อน ไม่ต้องรอให้ชีวิตพร้อมก่อน แค่เริ่มจากสิบนาทีที่เงียบ กระดาษหนึ่งแผ่น และการเชื่อฟังในเรื่องเล็กที่พระเจ้ากำลังกระซิบอยู่ตอนนี้ ผมเชื่อว่าเสียงถัดไปที่คุณได้ยินไม่ใช่ฟ้าร้อง แต่คือเสียงเบาที่พาคุณไปเจอพระพรที่คุณรอมานาน และคำถามเดียวที่เหลือคือ วันนี้คุณจะเลือกได้ยิน หรือจะปล่อยให้มันผ่านไปอีกครั้ง?
คำสำคัญในบทความนี้
คำถามที่พบบ่อย
จะรู้ได้อย่างไรว่าเสียงในใจเป็นเสียงของพระเจ้า หรือเป็นแค่ความคิดของเราเอง?+
ทำไมพระเจ้าถึงพูดด้วยเสียงเบา แทนที่จะพูดชัดๆ ให้ทุกคนได้ยิน?+
ถ้าเคยพลาดเสียงกระซิบของพระเจ้าในอดีต ยังจะได้พระพรนั้นอีกไหม?+
จะเริ่มฝึกฟังเสียงพระเจ้าได้อย่างไร ถ้าไม่เคยได้ยินอะไรเลย?+
