พระเจ้าภูมิใจ แม้คุณอาย

ภาพ: Pixabay (pexels)
พระเจ้าไม่ได้วัดเราจากความรู้สึกในใจขณะเชื่อฟัง แต่จากการกระทำที่ก้าวออกแม้ใจยังลังเล ความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระคัมภีร์มาจากคนที่กลัว สงสัย และบ่น แต่ยังคงทำตามที่พระเจ้าทรงเรียก ทัศนคติที่แย่ไม่ได้ยกเลิกการทรงเรียก และอดีตที่พังพินาศไม่ได้ปิดประตูอนาคต
มีบางสิ่งที่ความสงสัยสอนเราชัดกว่าความมั่นใจ และมีบางห้วงเวลาในชีวิตที่เรารู้ตัวว่ากำลังก้าวไปข้างหน้า ทั้งที่ใจยังเดินถอยหลัง เราเดินไปทำสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียก ทั้งที่ปากบ่น ทั้งที่ใจกลัว ทั้งที่ทุกอย่างในเรากำลังตะโกนว่า "ไม่พร้อม" แล้วเมื่อมันสำเร็จ เรากลับไม่กล้าดีใจ เพราะรู้สึกผิดที่ตัวเองเคยลังเล เคยบ่น เคยเถียงพระเจ้าในใจมาตลอดทาง คำถามคือ พระเจ้ามองเหตุการณ์นั้นแบบเดียวกับที่เรามองหรือเปล่า? หรือสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นความล้มเหลวด้านจิตวิญญาณ พระองค์กลับเห็นเป็นชัยชนะแห่งความเชื่อ?
7 ความจริงที่ปลดล็อกใจคนที่กำลังลังเล
พระเจ้าชอบเริ่มงานยิ่งใหญ่ จากกองความยุ่งเหยิงของคุณ
- ความยุ่งเหยิงไม่ใช่อุปสรรค แต่คือวัตถุดิบของพระเจ้า: เมื่อเราเปิดพระคัมภีร์ตรงที่พระเจ้าเรียกคนรับใช้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เรามักไม่ได้เจอเขาในวันที่ทุกอย่างเรียบร้อย แต่เจอเขาในวันที่ชีวิตกำลังสับสน เลอะเทอะ และไม่มีรูปทรง พระเจ้าไม่ได้รอให้คุณ "พร้อม" ตามมาตรฐานของคุณก่อนค่อยใช้คุณ
- พระองค์เริ่มงานในกลางความสับสน: ถ้าคุณรอให้ทุกอย่างในชีวิตเรียบร้อยก่อนค่อยตอบรับการทรงเรียก คุณจะรอตลอดไป เพราะชีวิตในโลกนี้ไม่เคยเรียบร้อยจริง ทุกครั้งที่พระองค์เริ่มต้นบางสิ่งใหม่ในเรา พระองค์ทำท่ามกลางความไม่พร้อม
- ลองนึกภาพดู: เวลาที่เราอยู่ในสภาวะแย่ที่สุด เรามักคิดว่าพระเจ้ารังเกียจที่จะเข้ามาใกล้ เรารู้สึกว่าเราต้องจัดบ้านให้สะอาดก่อน ค่อยเชิญพระองค์เข้ามา แต่ความจริงตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง พระเจ้ามาเยี่ยมเราที่บ้านที่ยังเลอะเทอะ เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าที่เข้ามาทำความสะอาด ไม่ใช่ตรวจรับงาน
- ผมอ่านเจอใน อพยพ 4 ว่า: พระเจ้าพบกับโมเสสตอนที่เขาเป็นแค่คนเลี้ยงแกะหลบหนีคดีฆาตกรรม ในถิ่นทุรกันดาร ไม่ใช่ในวังหรือในวิหารหรือในที่ที่ "เหมาะสม" พระองค์เลือกพบเขาตรงนั้นเพื่อจะแสดงว่า การทรงเรียกของพระองค์ไม่ได้ขึ้นกับสภาพแวดล้อมของคุณ แต่ขึ้นกับการประทับอยู่ของพระองค์
- ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่าชีวิตยังยุ่งเหยิงเกินไปที่จะถูกใช้ ขอให้รู้ว่านี่อาจเป็นเวลาที่พระเจ้าเลือกแล้ว ที่จะเริ่มต้น
ทัศนคติที่แย่ ไม่ได้ยกเลิกการทรงเรียกของคุณ
- พระเจ้าโกรธ แต่พระองค์ไม่ถอน: ในเรื่องของโมเสส มีจุดหนึ่งที่พระคัมภีร์บอกตรงๆ ว่า "พระเจ้าทรงพระพิโรธต่อโมเสส" เพราะเขาเถียงและบ่ายเบี่ยงไม่ยอมไป แต่ที่น่าทึ่งคือ ความโกรธของพระเจ้าไม่ได้ลบล้างพันธกิจที่พระองค์มอบให้เขา
- ความรู้สึกของคุณไม่ใช่หลักฐานของความเชื่อของคุณ: คุณอาจรู้สึกกลัว ลังเล หงุดหงิด หรือแม้แต่โกรธพระเจ้า แต่ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ใช่ตัวชี้วัดว่าพระเจ้ายังจะใช้คุณได้หรือไม่ พระองค์มองที่การเชื่อฟัง ไม่ใช่อารมณ์
- เวลาเราเป็นพ่อแม่ก็เข้าใจตรงนี้ดี: ลูกร้องไห้ บ่น เถียง แต่สุดท้ายก็เก็บของเล่นที่เราบอก เราไม่ได้เลิกรักลูกเพราะเขาบ่น เราภูมิใจที่สุดท้ายเขาทำตามที่เราขอ ทั้งที่ใจเขาไม่อยาก พระเจ้าก็มองเราแบบเดียวกัน
- ใน ฮีบรู 11:8 เขียนว่า: "โดยความเชื่อ อับราฮัมเชื่อฟัง...ออกไป...ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน" สังเกตคำสำคัญตรงนี้ — ความเชื่อของอับราฮัมไม่ได้ถูกวัดด้วยความรู้สึกมั่นใจของเขา แต่ด้วยการที่ขาเขาก้าวไปข้างหน้า ทั้งที่ใจยังเต็มไปด้วยคำถาม
- การทรงเรียกของพระเจ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใจคุณรู้สึกอย่างไรในวันนั้น
ความเชื่อที่ยิ่งใหญ่ คือการทำสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งที่ใจยังลังเล
- ความเชื่อไม่ใช่การไม่กลัว แต่คือการก้าวต่อแม้กำลังกลัว: หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าคนที่มีความเชื่อมากต้องไม่รู้สึกกลัวเลย แต่ความจริงคือ คนที่มีความเชื่อมากที่สุดในพระคัมภีร์ทั้งหมด — โมเสส กิเดโอน เปโตร เปาโล — ล้วนกลัวทั้งสิ้น แต่พวกเขาทำต่อ
- บางครั้งความเชื่อยิ่งใหญ่หน้าตาเหมือนการบ่นไปทำไป: เรามักคิดว่าความเชื่อต้องสวยงาม มั่นใจ และนุ่มนวล แต่ในชีวิตจริง ความเชื่อบางครั้งหน้าตาเหมือนคนเดินไปทำงานทั้งที่บ่นในใจตลอดทาง ก่นด่าทุกย่างก้าว แต่ถึงปลายทางก็ได้ทำ
- ลองนึกภาพว่า: มีคนหนึ่งโทรไปขอโทษคนที่เขาทำผิด ทั้งที่ใจยังไม่อยาก ทั้งที่มือสั่น ทั้งที่พูดติดๆ ขัดๆ คุณจะมองว่าเขาขี้ขลาดหรือกล้าหาญ? พระเจ้ามองว่าเขาคือฮีโร่ เพราะคนที่ทำสิ่งที่ถูกต้องตอนใจง่ายไม่ยิ่งใหญ่เท่าคนที่ทำสิ่งที่ถูกต้องตอนใจยาก
- ผมอ่านเจอใน 2 โครินธ์ 12:9 ว่า: พระเจ้าตรัสกับเปาโลว่า "พระคุณของเราเพียงพอสำหรับเจ้า เพราะกำลังของเราเป็นที่สำแดงในความอ่อนแอ" พระคุณของพระเจ้าไม่ได้ทำงานในจุดที่เราแข็งแกร่ง แต่ทำงานในจุดที่เรารู้สึกอ่อนแอที่สุด — ตรงที่ใจเราลังเลที่สุดนั่นแหละ
- คุณอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ "วีรบุรุษแห่งความเชื่อ" แต่พระเจ้าอาจมองคุณต่างจากที่คุณคิด
พระเจ้าไม่ได้ต้องการความสามารถของคุณ พระองค์ต้องการความพร้อมของคุณ
- ทักษะไม่ใช่บัตรผ่าน: โมเสสพยายามอ้างกับพระเจ้าว่าเขาพูดไม่เก่ง ลิ้นไม่คล่อง ไม่เหมาะที่จะไปเจรจากับฟาโรห์ แต่พระเจ้าไม่สนใจ พระองค์ไม่ได้เรียกหาคนพูดเก่งที่สุด พระองค์เรียกหาคนที่ยอมไป
- คนพร้อมชนะคนเก่งทุกครั้งในแผนการของพระเจ้า: ในประวัติศาสตร์คริสตจักร คนที่พระเจ้าใช้มากที่สุดมักไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุด เก่งที่สุด หรือมีพรสวรรค์มากที่สุด แต่เป็นคนที่กล้าตอบ "อยู่ที่นี่ครับ" เมื่อพระองค์เรียก
- เวลาเรามองหาคนช่วยงาน: เราชอบมองหาคน "เก่ง" แต่พระเจ้ามองหาคน "พร้อม" คุณคิดว่าใครมีค่ามากกว่ากันในสายตาผู้นำ? คนเก่งที่มีเงื่อนไขเยอะ หรือคนพร้อมที่บอกว่า "ผมไม่รู้ทำได้แค่ไหน แต่ผมจะลอง"? พระเจ้าก็มองแบบเดียวกัน
- ใน 1 ซามูเอล 3:10 เขียนว่า: ซามูเอลตอบพระเจ้าว่า "ตรัสเถิด พระเจ้าข้า เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่" สังเกตว่าซามูเอลไม่ได้บอกพระเจ้าว่าตัวเองมีคุณสมบัติอะไร เขาแค่บอกว่าเขาพร้อมฟัง — และนั่นเพียงพอแล้วสำหรับพระเจ้า
- คำตอบที่พระเจ้าต้องการจากคุณวันนี้ ไม่ใช่ความสามารถของคุณ แต่คือความพร้อมของคุณ
สิ่งธรรมดาในมือคุณ คือเครื่องมือที่พระเจ้าทำให้พิเศษ
- ไม้เท้าธรรมดา กลายเป็นไม้เท้าของพระเจ้า: ในเรื่องของโมเสส มีรายละเอียดเล็กๆ ที่ทรงพลังมาก เมื่อพระเจ้าถามว่า "ในมือเจ้านั่นคืออะไร?" โมเสสตอบว่า "ไม้เท้า" — ของธรรมดาๆ ที่เขาใช้ทุกวัน ต่อมาในข้อ 20 พระคัมภีร์เรียกไม้เท้าอันเดียวกันนี้ว่า "ไม้เท้าของพระเจ้า"
- พระเจ้าไม่ต้องการของวิเศษ พระองค์ทำของธรรมดาให้วิเศษ: หลายครั้งเราคิดว่าต้องมีเครื่องมือพิเศษ ความสามารถพิเศษ หรือสถานการณ์พิเศษ ค่อยทำงานให้พระเจ้าได้ แต่พระเจ้าทำงานผ่านสิ่งธรรมดาที่อยู่ตรงหน้าเรา
- ลองมองมือคุณตอนนี้: ในมือคุณมีอะไรบ้าง? อาจเป็นโทรศัพท์ที่ใช้แชทกับลูก เป็นกระทะที่ใช้ทำอาหารให้ครอบครัว เป็นปากกาที่ใช้เซ็นเอกสาร เป็นรถที่ใช้ไปทำงาน สิ่งธรรมดาเหล่านี้แหละที่พระเจ้าจะใช้ ถ้าคุณวางไว้ในมือพระองค์
- ผมอ่านเจอใน 1 โครินธ์ 1:27 ว่า: "พระเจ้าทรงเลือกสิ่งที่โลกถือว่าโง่เขลา เพื่อทำให้คนมีปัญญาได้รับความอาย และพระเจ้าทรงเลือกสิ่งที่โลกถือว่าอ่อนแอ เพื่อทำให้สิ่งที่แข็งแกร่งต้องได้รับความอาย" พระเจ้าจงใจเลือกสิ่งธรรมดา เพื่อให้คนรู้ว่าฤทธิ์เดชนั้นมาจากพระองค์ ไม่ใช่จากเครื่องมือ
- อย่ามองข้ามสิ่งที่อยู่ในมือคุณวันนี้ มันอาจเป็นไม้เท้าที่พระเจ้าจะใช้แยกทะเลแดงในชีวิตของคนอื่น
อดีตที่คุณกลัวที่สุด คือสิ่งที่พระเจ้าจะใช้ทำงานมากที่สุด
- โมเสสเป็นฆาตกรที่กลายเป็นผู้ส่งสาร: เรื่องของโมเสสสะเทือนใจตรงนี้ — เขาเคยฆ่าคน เคยหนี เคยซ่อนตัวอยู่ในถิ่นทุรกันดาร 40 ปีเพราะรู้สึกว่าตัวเองพังแล้ว แต่พระเจ้ามองเขาไม่ใช่ในฐานะอดีตของเขา แต่ในฐานะอนาคตที่พระองค์มีไว้ให้
- พระเจ้าไม่ลบประวัติของคุณ แต่พระองค์เขียนต่อ: หลายคนเข้าใจว่าเพื่อจะถูกใช้ ต้องลืมอดีตให้หมด แต่พระคัมภีร์ไม่ได้บอกแบบนั้น พระเจ้าใช้คนที่จำอดีตของตัวเองได้ดี — เพราะคนเหล่านั้นจะเป็นพยานที่มีพลังที่สุดถึงพระคุณของพระองค์
- เวลาเราเห็นใครชนะสิ่งที่เราเคยติด: เราเชื่อมโยงได้ง่ายกว่าคนที่ไม่เคยตกสู่ที่ลึก คนที่เคยเป็นทาสยาเสพติด พูดเรื่องเสรีภาพได้ทรงพลังกว่าคนที่ไม่เคยติด คนที่เคยพังพินาศในชีวิตคู่ พูดเรื่องการฟื้นฟูได้น่าฟังกว่าคนที่ไม่เคยล้ม นี่คือกลยุทธ์ของพระเจ้า
- ผมอ่านเจอใน โรม 8:28 ว่า: "พระเจ้าทรงร่วมมือกันในทุกสิ่งเพื่อให้เกิดผลดีแก่บรรดาคนที่รักพระองค์" สังเกตคำว่า "ทุกสิ่ง" — ไม่ใช่แค่สิ่งที่ดี ไม่ใช่แค่สิ่งที่สมควร แต่รวมความล้มเหลว ความผิดพลาด และความเจ็บปวดทั้งหมด พระเจ้านำมาใช้ได้
- อดีตที่คุณอายที่สุด อาจเป็นบทเทศนาที่ดีที่สุดของคุณในอนาคต
คุณอายเพราะคุณสงสัย แต่พระเจ้าภูมิใจเพราะคุณทำ
- มุมมองของพระเจ้าต่างจากของคุณ: หลังจากที่คุณทำสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกเสร็จ ใจคุณอาจเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด — "ฉันบ่นไปตลอดทาง ฉันสงสัยพระองค์ ฉันแสดงท่าทีแย่ๆ" แต่พระเจ้าไม่ได้บันทึกคุณตามคำบ่นของคุณ พระองค์บันทึกตามการกระทำของคุณ
- พระเจ้านับการเชื่อฟัง ไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ: มนุษย์ชอบมองหาความสมบูรณ์แบบ ในขณะที่พระเจ้ามองหาความซื่อสัตย์ ลูกที่ทำการบ้านเสร็จทั้งที่บ่น ยังคงเป็นลูกที่ทำการบ้านเสร็จ พ่อแม่ภูมิใจในการกระทำนั้น ไม่ใช่ผิดหวังในเสียงบ่น
- เวลาเรามองย้อนความเชื่อในชีวิตเรา: เรามักจำแต่ช่วงที่เราล้ม ที่เราเถียงพระเจ้า ที่เราอ่อนแอ แต่เราลืมจำช่วงที่เราก้าวต่อ ที่เราเลือกถูก ที่เราเชื่อฟัง พระเจ้ามองเห็นทั้งสอง — แต่พระองค์ปลื้มใจในเรื่องที่สอง
- ผมอ่านเจอใน ลูกา 15:20 ว่า: ในเรื่องลูกล้างผลาญ เมื่อลูกชายกลับมา "ขณะเขายังอยู่แต่ไกล บิดาเห็นเขาก็มีความสงสาร...วิ่งเข้าไปกอดคอจูบเขา" พ่อไม่ได้รอให้ลูกขอโทษให้สมบูรณ์ก่อน ไม่ได้รอให้ลูกอธิบายว่าทำไมถึงพลาด พ่อแค่เห็นว่าลูกกลับมา และนั่นเพียงพอ
- วันนี้พระเจ้าอาจกำลังพูดกับคุณว่า "ลูก เลิกอายเพราะเธอสงสัยเถอะ พ่อภูมิใจเพราะเธอทำ"
สนองตอบถ้อยคำของพระเจ้า
- จดสิ่งที่อยู่ในมือคุณวันนี้: หยิบกระดาษหรือเปิดแอปจดโน้ต แล้วเขียนรายการของสิ่งธรรมดาที่อยู่ในชีวิตคุณตอนนี้ — งาน ความสามารถ เวลา เงิน คนรอบตัว แล้วถามพระเจ้าทีละข้อว่า "ในสิ่งนี้พระองค์ทรงเรียกฉันให้ทำอะไร?" สิ่งธรรมดาในมือคุณคือไม้เท้าของพระเจ้า
- ก้าวออกแม้ใจยังลังเล: มีบางสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้คุณทำมานานแล้ว แต่คุณเลื่อนเพราะรอ "ความพร้อมในใจ" วันนี้ขอให้คุณเลิกรอ และก้าวออกแม้รู้สึกกลัว ลองทำสิ่งเล็กๆ ที่พระเจ้าทรงเรียก ภายในสัปดาห์นี้ — โทรหาคนที่คุณควรขอโทษ เริ่มสนทนาที่คุณเลี่ยงมานาน หรือสมัครสิ่งที่คุณกลัวที่จะสมัคร
- เปลี่ยนคำบ่นในใจให้เป็นคำอธิษฐาน: เวลาที่คุณรู้สึกอยากบ่นพระเจ้าเรื่องที่พระองค์ทรงเรียก ลองเปลี่ยนคำบ่นนั้นเป็นคำอธิษฐาน "พระเจ้า ฉันไม่อยากทำเรื่องนี้ แต่ฉันจะทำเพราะพระองค์ ขอทรงช่วย" คำอธิษฐานนี้สั้นแต่ทรงพลัง เพราะมันเชื่อมการกระทำของคุณเข้ากับฤทธิ์เดชของพระองค์
- เลิกอ่านอดีตของคุณด้วยมุมของศัตรู: ทุกครั้งที่คุณคิดถึงความผิดพลาดในอดีต ลองถามตัวเองว่า "นี่คือเสียงของใคร?" ถ้ามันคือเสียงกล่าวโทษซ้ำๆ ไม่มีทางออก นั่นไม่ใช่เสียงพระเจ้า เสียงพระเจ้านำสู่การกลับใจและการรับการอภัย ไม่ใช่การจมอยู่กับความอาย
- เฉลิมฉลองการก้าวของคุณ ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์: ในตอนเย็นก่อนนอน ลองทบทวนวันที่ผ่านมา แล้วเขียนสิ่งที่คุณ "ก้าวต่อทั้งที่ใจไม่อยาก" สามอย่าง ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการก้าวเหล่านั้น เพราะในสายตาพระองค์ มันคือชัยชนะ
ผมอยากให้คุณลองมองชีวิตของคุณวันนี้ด้วยสายตาใหม่ — สายตาที่ไม่ได้นับเฉพาะรอยล้ม แต่นับการลุกขึ้นทุกครั้งด้วย เพราะนั่นคือวิธีที่พระเจ้ามองคุณ พระองค์ไม่ได้บันทึกคุณตามคำบ่นในใจ พระองค์บันทึกคุณตามก้าวที่คุณกล้าก้าว ตามคำที่คุณกล้าพูด ตามมือที่คุณกล้ายื่นออก แม้ทั้งหมดนั้นจะมาพร้อมกับใจที่ยังสั่น ผมเชื่อว่ามีคนที่อ่านบรรทัดนี้อยู่ในตอนนี้ ซึ่งกำลังเก็บความอายไว้นานเกินไป เกี่ยวกับสิ่งที่คุณเคยทำสำเร็จไปแล้วในการเชื่อฟังพระเจ้า แต่คุณไม่กล้าฉลอง เพราะรู้สึกว่ามันไม่ "ขลัง" พอ ไม่ "สวย" พอ ไม่ "มั่นใจ" พอ วันนี้ขอให้คุณวางความอายนั้นลง และได้ยินเสียงของพระบิดาที่กระซิบว่า "ลูก พ่อภูมิใจในเธอ — ไม่ใช่เพราะเธอทำได้สวย แต่เพราะเธอทำได้จริง" และถ้ามีบางสิ่งที่พระองค์ทรงเรียกคุณให้ทำ ซึ่งคุณยังเลื่อนเพราะรอความรู้สึกที่ "ถูกต้อง" — วันนี้ขอให้คุณเลิกรอ และก้าวออกแม้ใจยังหวั่นไหว เพราะไม้เท้าในมือคุณยังใช้ได้อยู่ พระเจ้ายังทำงานอยู่ และเรื่องราวของคุณยังไม่จบ
คำสำคัญในบทความนี้
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าทำสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกด้วยทัศนคติแย่ๆ พระเจ้ายังพอพระทัยหรือไม่?+
ทำไมพระเจ้าจึงเลือกใช้คนที่มีอดีตพังพินาศ?+
จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่อยู่ในมือเราคือ "ไม้เท้า" ที่พระเจ้าจะใช้?+
ถ้ารู้สึกผิดเกี่ยวกับความสงสัยของตัวเอง ควรทำอย่างไร?+
