ThaiChurch.org
อธิษฐานและความเชื่อ2026-07-29

สว่างเกินกว่าจะดับ

อ.ทิโมธี เจนพัฒน
อ.ทิโมธี เจนพัฒน
ผู้ก่อตั้งพันธกิจ Thai Church Media
สว่างเกินกว่าจะดับ

ภาพ: Ryan Klaus (unsplash)

สรุปสั้น

ความเหนื่อยล้าและภาวะหมดไฟ (burnout) ไม่ใช่สัญญาณว่าใครเป็นคริสเตียนแย่ แต่เป็นสัญญาณว่าน้ำมันในชีวิตเหลือน้อย พระเจ้าออกแบบให้ตะเกียงในพลับพลาต้องได้รับการเติมทุกวันโดยอาโรน (อพยพ 27:20-21) เช่นเดียวกัน คนเราต้องเติมตัวเองผ่านการเฝ้าเดี่ยวสม่ำเสมอ การมีคนคอยดูแล และการรู้จักฟังสัญญาณเตือนของใจ ก่อนที่เปลวไฟจะดับลงเงียบๆ

ในร้านอาหารที่ไฟหรี่ลง บนโต๊ะกลางห้องมีเทียนหนึ่งเล่มที่ลุกสว่างที่สุด ส่องใบหน้าทุกคนรอบโต๊ะให้ดูอบอุ่น เหมือนหนังเรื่องหนึ่งที่ทุกคนกำลังหัวเราะอยู่ในนั้น แต่ไม่มีใครสังเกตว่าใต้ฐานเทียนเล่มนั้น ขี้ผึ้งกำลังไหลย้อยลงมาทีละหยด ทีละหยด เปลวไฟยังคงเต้นระริก เหมือนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหายไป จนกระทั่งบ่ายวันรุ่งขึ้น พนักงานมาเก็บโต๊ะ พบเศษเทียนที่ละลายติดอยู่กับจาน เพราะตอนแขกลุกออกไป ทุกคนยังหันหน้าคุยกัน ไม่มีใครหันมาเป่ามันให้ดับ

เปลวที่สว่างที่สุด มักเป็นเปลวแรกที่หมด เพราะมันให้ ให้ และให้ จนใต้ฐานของมันแห้งสนิท — และนี่คือเรื่องของคนเก่งที่ไม่มีใครคอยถามว่า ใต้ฐานของเขายังเหลืออะไรอีกบ้าง

7 ความจริงสำหรับคนที่กำลังไหม้ตัวเองอยู่เงียบๆ

  1. ที่หมดไม่ใช่ใจของคุณ — แต่เป็นน้ำมัน

    • คนเรามักโทษตัวตน ทั้งที่ปัญหาคือเชื้อเพลิง: เวลาเรารู้สึกเหนื่อย เราชอบสรุปเร็วเกินไปว่า "ฉันคงไม่ดีพอ" "ฉันคงไม่รักพระเจ้าจริง" "ฉันคงเป็นคริสเตียนแย่" แต่บ่อยครั้ง ความเหนื่อยไม่ได้บอกว่าใจของคุณตายแล้ว มันแค่บอกว่าคุณไม่ได้เติมอะไรเข้าไปนานแล้ว
    • Burnout = ภาระที่มี มากกว่าน้ำมันที่เหลือ: มีคำอธิบายหนึ่งที่ผมชอบ มันบอกว่า burnout เกิดขึ้นเมื่อสิ่งที่ถูกเรียกร้องจากคุณ มีมากกว่าทรัพยากรที่คุณมีอยู่ ลองคิดเรื่องนี้สักครู่ ถ้าคุณรู้สึกเดือดร้อนเรื่องคน ที่จริงคุณอาจไม่ได้เกลียดคน — คุณแค่ไม่มีเหลือพอจะรับใครได้อีก
    • ลองนึกภาพรถที่น้ำมันใกล้หมด: เครื่องยนต์ยังดี เกียร์ยังใช้ได้ พวงมาลัยไม่มีปัญหา แต่รถเริ่มสะดุด เริ่มดับกลางทาง คุณคงไม่ลงไปด่ารถใช่ไหมว่า "เธอไม่รักฉันแล้วเหรอ" คุณจะมองหาปั๊ม นั่นคือสิ่งที่หลายคนทำกับใจของตัวเอง — ด่าตะเกียงที่หรี่ลง ทั้งที่มันแค่หิวน้ำมัน
    • บทเรียนจาก อพยพ 27:20: ผมอ่านเจอใน อพยพ 27:20 ว่าพระเจ้าสั่งให้คนอิสราเอลนำ "น้ำมันมะกอกใส" มาเพื่อให้ตะเกียงในพลับพลาลุกอยู่เสมอ ที่น่าสนใจคือพระเจ้าไม่ได้สั่งให้เปลี่ยนตะเกียง พระองค์สั่งให้เติมน้ำมัน
    • คุณไม่ต้องเปลี่ยนตัวเอง คุณต้องเติมตัวเอง
  2. คนที่สว่างที่สุด คือคนที่เสี่ยงดับเร็วที่สุด

    • ไฟที่ทำให้คุณโดดเด่น คือไฟที่กลืนคุณได้: สิ่งที่ทำให้คุณเป็นที่รัก ความตื่นเต้น พลังงาน ความใส่ใจ ความรับผิดชอบ คือเชื้อเพลิงเดียวกับที่จะเผาคุณ ถ้าไม่ระวัง
    • เก่ง ≠ ปลอดภัย: ผมเคยคิดว่าคนเก่งไม่ burnout แค่คนอ่อนแอเท่านั้นที่หมดไฟ แต่ความจริงตรงข้าม — ยิ่งคุณเก่ง ยิ่งคนต้องการคุณ ยิ่งคนต้องการคุณ ยิ่งคุณให้ และยิ่งคุณให้โดยไม่เติม คุณยิ่งเข้าใกล้จุดที่เปลวจะดับ
    • เวลาเราเห็นใครคนหนึ่งสว่างมากๆ: เราชอบขอ ขอความช่วยเหลือ ขอคำปรึกษา ขอแรง ขอกำลังใจ ขออธิษฐาน ขอเวลา จนเขาเริ่มยิ้มแห้ง พูดน้อยลง หายไปจากห้อง แต่เราก็ยังบอกตัวเองว่า "เขาเก่ง เดี๋ยวก็ผ่านไป" ในขณะที่ตัวเขาเองไม่กล้าบอกใครว่า ขี้ผึ้งใต้ฐานเทียนของเขาเหลือไม่ถึงครึ่งนิ้ว
    • พระคัมภีร์เตือนใน 1 พงศ์กษัตริย์ 19: เอลียาห์เพิ่งทำการอัศจรรย์ใหญ่บนภูเขาคารเมล หลังจากนั้นเขานั่งใต้ต้นซากและขอตาย ผมอ่านเจอใน 1 พงศ์กษัตริย์ 19:4 ว่าผู้เผยพระวจนะที่กล้าหาญที่สุดในยุคของเขา ก็ถึงจุดที่อยากตาย หลังจากชั่วโมงที่สว่างที่สุด มักมาคืนที่มืดที่สุด — เพราะเปลวที่ลุกแรง ใช้เชื้อเพลิงเร็วกว่าที่ใครจะรู้
    • คุณไม่ได้อ่อนแอ — คุณแค่สว่างเกินกว่าจะไม่ระวัง
  3. น้ำมันใสไม่ได้มาเฉยๆ — มันมาจากการถูกบีบ

    • กระบวนการที่เจ็บ คือกระบวนการที่ทำให้น้ำมันบริสุทธิ์: พระเจ้าไม่ได้สั่งแค่ "นำน้ำมันมา" — พระองค์สั่งเฉพาะเจาะจงว่า "น้ำมันมะกอกใส ของบีบ" น้ำมันใสในวัฒนธรรมตอนนั้นต้องผ่านการบีบเย็น ครั้งแรกเท่านั้น ไม่ใช่บดด้วยหิน ไม่ใช่คั้นซ้ำสอง
    • สิ่งที่บีบคุณวันนี้ อาจกำลังกลั่นคุณ: ผมเคยเกลียดช่วงเวลาที่ชีวิตบีบผม การถูกเข้าใจผิด การไม่ได้รับการตอบแทน การรอนาน การถูกตัดสิน แต่ตอนนี้ผมเริ่มเห็นว่า ความใสในใจของคนๆ หนึ่ง มักไม่ได้มาตอนเขาสบาย — มันมาตอนเขาผ่านการบีบโดยไม่แตก
    • ลองนึกภาพมะกอกในเครื่องคั้น: ผลที่ดูแข็งและขมเมื่อกัด ถูกบีบจนแตก น้ำสีทองเหลืองไหลออกมา ใสจนเห็นเปลวไฟลอดผ่านได้ ถ้าไม่ถูกบีบ ผลมะกอกก็ยังเป็นแค่ผลมะกอก แต่เมื่อถูกบีบ มันกลายเป็นสิ่งที่จุดไฟในพลับพลาของพระเจ้าได้
    • โรม 5:3-4 บอกว่า: ความทุกข์ยากทำให้เกิดความอดทน ความอดทนทำให้เห็นว่าเราผ่านการพิสูจน์แล้ว และการพิสูจน์นั้นก่อให้เกิดความหวัง ความหวังจริงๆ ไม่ใช่ความรู้สึกฟุ้งซ่าน — มันคือน้ำมันที่ถูกกลั่นมาแล้วจากการบีบ
    • ถ้าคุณกำลังถูกบีบอยู่ — อย่ารีบสรุปว่าพระเจ้าทอดทิ้งคุณ พระองค์อาจกำลังเตรียมน้ำมันใสในตัวคุณ เพื่อให้คุณเป็นแสงในห้องที่กำลังจะมืดสนิท
  4. ตะเกียงต้องเติม ไม่ใช่เปลี่ยน

    • คุณไม่ใช่คนใหม่ที่ต้องสร้างทุกเช้า — คุณคือตะเกียงเดิมที่ต้องเติมทุกเช้า: หลายคนพยายามเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา ปีใหม่ใหม่ ตั้งใจใหม่ เริ่มชีวิตใหม่ แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวตน ปัญหาอยู่ที่การไม่เติม
    • การเติมเป็นวินัย ไม่ใช่อารมณ์: เวลาเรารู้สึกหิว เราไม่รอให้รู้สึก "อยาก" กิน เรากินตามเวลา การเฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้าก็เหมือนกัน คุณไม่ต้องรู้สึกอยากทุกเช้า — คุณแค่ต้องเปิดพระคัมภีร์ ตักน้ำมันเข้ามาในตะเกียง แล้วปล่อยให้ไฟติดต่อไป
    • ผมเคยรู้สึกผิดที่ "ไม่รู้สึก" ตอนอธิษฐาน: ผมคิดว่าถ้าผมไม่ร้องไห้ ไม่ได้ยินอะไร ผมก็ไม่ได้พบพระเจ้าจริงๆ แต่วันหนึ่งผมเริ่มเข้าใจว่า การเติมน้ำมันไม่ได้ต้องดราม่า มันแค่ต้องสม่ำเสมอ คนที่ตะเกียงสว่างตลอดคืน ไม่ใช่คนที่จุดไฟครั้งใหญ่ — แต่เป็นคนที่กลับมาเติมในห้องเงียบๆ
    • มัทธิว 25:1-13 เล่าเรื่องสาวพรหมจารี 10 คน: ห้าคนเอาน้ำมันไปด้วย ห้าคนไม่เอา เจ้าบ่าวมาช้า ทั้งสิบคนหลับ แต่ตอนตื่น ห้าคนมีน้ำมันเหลือ ห้าคนไม่มี ความต่างไม่ใช่ความเชื่อตอนเริ่ม — ความต่างคือใครเตรียมน้ำมันสำรองไว้
    • คุณไม่ได้อ่อนล้าเพราะคุณไม่เชื่อ คุณอ่อนล้าเพราะคุณไม่ได้พกน้ำมันสำรอง
  5. ไฟต้องมีคนคอยดูแล — คุณไม่ได้ถูกออกแบบให้ลุกคนเดียว

    • อาโรนและลูกชายต้องดูแลตะเกียง: ในอพยพ 27:21 พระเจ้าไม่ได้บอกให้ตะเกียงดูแลตัวเอง พระองค์มอบหมายอาโรนและลูกชายให้เป็นคนคอยเช็ค คอยเติม คอยตัดไส้ตะเกียง คอยให้มันลุกอยู่
    • ทุกคนต้องมี "อาโรน": หมายถึงคนที่มีสิทธิ์เดินเข้ามาในชีวิตคุณ และถามว่า "เหลือน้ำมันไหม" โดยที่คุณไม่ต้องอาย คนที่เห็นคุณตอนเปลวกำลังหรี่ ก่อนที่คุณจะดับ คนที่กล้าตัดไส้ตะเกียงของคุณ — ตัดสิ่งที่ทำให้คุณไหม้แต่ไม่ส่องแสง
    • เวลาเราคิดว่าเราต้องสู้คนเดียว: เรากลายเป็นเทียนเล่มเดียวในห้องใหญ่ ที่ส่องสว่างได้ระยะหนึ่ง แต่หลังจากนั้นมันก็เริ่มเอียง เริ่มหยด เริ่มล้ม ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครหยุด เพราะทุกคนคิดว่าคุณ "ดูแลตัวเองได้"
    • ปัญญาจารย์ 4:9-10 บอกว่า: สองคนดีกว่าคนเดียว เพราะถ้าคนหนึ่งล้ม อีกคนยังช่วยพยุงให้ลุกขึ้นได้ แต่คนเดียวล้ม ก็ไม่มีใครพยุง ผมคิดว่าหลายคนกำลังจะดับ ไม่ใช่เพราะปัญหาใหญ่ — แต่เพราะไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังจะดับ
    • คุณไม่ต้องอายที่ขอให้คนช่วยดูแลไฟของคุณ — พระเจ้าออกแบบคุณมาแบบนั้น
  6. อาการของ burnout ไม่ใช่ความผิด — เป็นสัญญาณ

    • ความเหนื่อยเรื้อรัง ไม่ใช่บาป — เป็นไฟแดงบนแผงควบคุม: ถ้าไฟเตือนน้ำมันบนรถสว่าง คุณไม่ด่ารถ ไม่โทษตัวเอง คุณหาปั๊ม สัญญาณเดียวกันเกิดในใจ — แต่เรามักโทษตัวเองแทนที่จะฟัง
    • อาการที่ควรหยุดและถาม: ตื่นมาแล้วยังเพลีย ทำสิ่งที่เคยรัก แล้วไม่รู้สึกอะไร หงุดหงิดกับเรื่องเล็กๆ คิดว่าทุกคนมีเล่ห์ ใจกระสับกระส่าย คอยหาเรื่องทะเลาะ เมินคนที่เคยรัก สิ่งเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าคุณเลว — บอกว่าใจของคุณส่งสัญญาณดังพอแล้ว
    • ลองนึกภาพแผงควบคุมรถยนต์: ไฟเตือนติด ถ้าคุณเอาเทปดำมาแปะทับ ปัญหาก็ยังอยู่ ใจของเราก็เหมือนกัน ถ้าเราเอาความวุ่นวายมาแปะทับสัญญาณ — งานหนักขึ้น โซเชียลมากขึ้น เสียงดังตลอดเวลา — ไฟเตือนก็ดับ แต่เครื่องยนต์ก็จะพังในที่สุด
    • สดุดี 139:23-24 อธิษฐานว่า: "ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงค้นข้าพระองค์ และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์ ขอทรงทดลองและทรงทราบความคิดวิตกของข้าพระองค์" คำอธิษฐานนี้คือการเปิดแผงควบคุมให้พระเจ้าตรวจสอบ คุณไม่ต้องวินิจฉัยตัวเอง — แค่ขอพระองค์ส่องไฟเข้ามา
    • คุณไม่ใช่คนแย่เพราะคุณเหนื่อย — คุณคือคนที่ต้องถูกฟัง
  7. ไฟต้องลุกตั้งแต่ค่ำถึงเช้า — ไม่ใช่แค่วินาทีตื่นเต้น

    • พระเจ้าสั่งให้ตะเกียงลุก "ตั้งแต่เย็นจนถึงเช้า": สังเกตว่าเวลาที่พระองค์ต้องการให้ไฟลุก คือช่วงเวลาที่มืดที่สุด — ตั้งแต่ตอนพระอาทิตย์ตก จนถึงตอนพระอาทิตย์ขึ้น พระองค์ไม่ได้บอกว่า "ลุกตอนกลางวัน" — พระองค์ต้องการแสงในตอนกลางคืน
    • แสงของคุณสำคัญที่สุดในที่มืด: หลายคนคิดว่าตัวเองต้องสว่างเฉพาะตอนทุกอย่างดี ตอนกำลังประสบความสำเร็จ ตอนคนชม แต่จริงๆ พระเจ้าต้องการให้คุณลุกในคืนที่ยาว ในห้องที่เงียบ ในซีซั่นที่ไม่มีใครเห็น
    • เปลวเล็กๆ ที่ลุกตลอดคืน ทรงพลังกว่าไฟกองใหญ่ที่ลุกแค่ครั้งเดียว: ผมเคยอยากเป็นไฟกองใหญ่ที่คนพูดถึง แต่ตอนนี้ผมอยากเป็นตะเกียงเล็กๆ ที่ยังลุกอยู่ตอนตี 3 ในห้องของคนที่เพิ่งร้องไห้เสร็จ คนแบบนั้นเปลี่ยนโลก โดยที่โลกอาจไม่เคยรู้ชื่อ
    • 2 โครินธ์ 4:7 บอกว่า: "เรามีสมบัตินี้อยู่ในภาชนะดิน เพื่อแสดงว่าฤทธิ์เดชอันเลิศนั้น เป็นของพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวเรา" คุณคือภาชนะดิน — เปราะ ธรรมดา ไม่หรูหรา แต่ในตัวคุณมีน้ำมัน มีไฟ ที่พระเจ้าเองเป็นคนเติม
    • คุณไม่ต้องสว่างเหมือนดวงอาทิตย์ — คุณแค่ต้องไม่ดับในคืนนี้

สนองตอบถ้อยคำของพระเจ้า

  • ตั้งคำถามสุดสัปดาห์นี้ว่า "ใต้ฐานเทียนของฉัน เหลืออะไรอยู่บ้าง": หาที่เงียบสักครั้ง 30 นาที ไม่ต้องมีโทรศัพท์ เปิดสมุดเปล่าๆ แล้วเขียนว่า "ตอนนี้ฉันเหนื่อยที่สุดเรื่องอะไร" "ฉันให้อะไรไปบ้างในเดือนที่ผ่านมา" "ฉันได้รับอะไรกลับมาบ้าง" แค่การเห็นชัดว่าน้ำมันเหลือน้อย ก็คือก้าวแรกของการเติม

  • เริ่มวินัย "เติมก่อนใช้" ทุกเช้า 10 นาที: ไม่ต้องอ่านพระคัมภีร์ทั้งบท ไม่ต้องอธิษฐาน 1 ชั่วโมง แค่เปิดสดุดี 1 บท อ่านช้าๆ แล้วพูดกับพระเจ้าว่า "วันนี้ผมพึ่งพระองค์" 10 นาทีที่สม่ำเสมอ ดีกว่า 2 ชั่วโมงที่นานๆ ครั้ง เพราะตะเกียงต้องการการเติมรายวัน ไม่ใช่รายปี

  • เลือก "อาโรน" ของคุณคนหนึ่ง แล้วบอกเขาวันนี้: เลือกคนที่ไว้ใจ คนที่เห็นคุณตอนไม่สวย ส่งข้อความบอกว่า "ผมอยากให้คุณเป็นคนถามผมทุกสัปดาห์ว่าผมเหลือน้ำมันไหม" คุณไม่ต้องอธิบายอะไรมาก — แค่เปิดประตูให้ใครคนหนึ่งเดินเข้ามาดูตะเกียงของคุณ

  • ปลดสิ่งที่บีบโดยไม่กลั่นออกจากตารางสัปดาห์นี้: มีกิจกรรมบางอย่างที่บีบคุณ แต่ไม่ได้ผลิตน้ำมันใส — มันแค่ทำให้คุณแห้งโดยไม่เหลืออะไร ลองตัดออกสักอย่างหนึ่งสัปดาห์นี้ และดูว่าใจคุณรู้สึกอย่างไร ความสามารถในการพูดว่า "ไม่" คือวินัยฝ่ายวิญญาณที่หลายคนข้ามไป

  • อธิษฐานสดุดี 139:23-24 ทุกคืนก่อนนอน 7 วัน: ค่อยๆ พูดประโยคนี้ช้าๆ "ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงค้นข้าพระองค์ และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์" แล้วฟัง ไม่ใช่เพื่อให้พระเจ้าบอกว่าคุณผิด — แต่เพื่อให้พระองค์ส่องไฟเข้ามาในที่ที่คุณเองมองไม่เห็น

ผมเชื่อว่ามีใครคนหนึ่งกำลังอ่านบทความนี้ในเวลาที่ใต้ฐานเทียนของคุณ ขี้ผึ้งเหลือน้อยกว่าที่ใครรู้ และคุณยังคงพยายามส่องไฟให้คนอื่น ในขณะที่ตัวเองกำลังจะดับเงียบๆ ผมอยากบอกคุณวันนี้ว่า คุณไม่ได้เป็นคริสเตียนแย่ คุณไม่ได้รักพระเจ้าน้อยลง คุณไม่ได้กำลังพ่ายแพ้ — คุณแค่ต้องเติมน้ำมัน และพระเจ้าผู้ที่สั่งให้ตะเกียงในพลับพลาลุกตั้งแต่ค่ำถึงเช้า ทรงเป็นคนเดียวกันกับที่ยืนรอเติมน้ำมันใสในตัวคุณวันนี้ ผมขอท้าให้คุณทำสิ่งหนึ่งสัปดาห์นี้ — ตื่นเช้าขึ้นมา ก่อนเปิดโทรศัพท์ ก่อนเช็คงาน ก่อนเริ่มเป็นเทียนให้ใคร ขอเวลา 10 นาทีกับพระองค์ บอกพระองค์ว่า "วันนี้ผมไม่มีอะไรเหลือ ขอพระองค์เติมผม" แล้วดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเปลวไฟในใจคุณ เพราะคุณ — ใช่ คุณคนนี้ที่ยังอ่านอยู่ — สว่างเกินกว่าจะดับ และพระเจ้ายังไม่เสร็จกับการให้คุณส่องแสง

คำถามที่พบบ่อย

ภาวะหมดไฟ (burnout) เป็นบาปไหมในมุมมองคริสเตียน?+
ไม่ใช่บาป แต่เป็นสัญญาณที่ใจส่งออกมาบอกว่าน้ำมันชีวิตเหลือน้อย แม้กระทั่งผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ใน 1 พงศ์กษัตริย์ 19 ยังเคยถึงจุดที่อยากตายหลังการรับใช้ครั้งใหญ่ พระเจ้าตอบสนองด้วยการให้พักและให้อาหาร ไม่ใช่ด้วยการตำหนิ
จะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองกำลัง burnout?+
สังเกตอาการเหล่านี้ ตื่นมาแล้วยังเพลียแม้นอนพอ ทำสิ่งที่เคยรักแล้วไม่รู้สึกอะไร หงุดหงิดเรื่องเล็กๆ เริ่มมองทุกอย่างในแง่ร้าย และรู้สึกห่างจากคนที่เคยรัก ถ้ามีอาการเหล่านี้รวมกันหลายข้อต่อเนื่อง ใจกำลังบอกว่าต้องการการเติม
ทำไมคนที่ดูเก่งและสว่างที่สุด ถึงเสี่ยง burnout มากกว่าคนทั่วไป?+
เพราะยิ่งสว่างมากเท่าไหร่ คนยิ่งต้องการมากเท่านั้น และยิ่งให้มาก โดยไม่ได้เติมกลับ น้ำมันก็ยิ่งหมดเร็ว เปลวที่ลุกแรงใช้เชื้อเพลิงมากกว่าเปลวเล็ก จึงต้องการการดูแลและการเติมที่สม่ำเสมอเป็นพิเศษ
การเฝ้าเดี่ยวกับพระเจ้าจำเป็นต้องทำนานๆ ทุกวันไหม?+
ไม่จำเป็น สิ่งสำคัญคือความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ระยะเวลา 10 นาทีทุกวันมีประสิทธิภาพมากกว่า 2 ชั่วโมงนานๆ ครั้ง เพราะตะเกียงในใจต้องการการเติมเป็นรายวัน ไม่ใช่การจุดไฟใหญ่เพียงครั้งเดียว
ถ้ารู้สึกหมดไฟ ควรเริ่มจากตรงไหนก่อน?+
เริ่มจากการเห็นชัดว่าน้ำมันเหลือน้อย เขียนลงสมุดว่ารู้สึกเหนื่อยที่สุดเรื่องอะไร เลือกคนที่ไว้ใจสักคนเพื่อขอให้ดูแล ตัดกิจกรรมที่บีบโดยไม่ผลิตผลออกหนึ่งอย่าง และเริ่มอธิษฐานสดุดี 139:23-24 ทุกคืน
อ.ทิโมธี เจนพัฒน
อ.ทิโมธี เจนพัฒน
ผู้ก่อตั้งพันธกิจ Thai Church Media