น้ำพระทัยพระเจ้า ซ่อนอยู่ในสิ่งที่พระองค์บอกแล้ว

ภาพ: Tommy Krombacher (unsplash)
น้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับชีวิตคนหนึ่ง ไม่ได้ซ่อนอยู่ในสัญญาณลึกลับ แต่เปิดเผยอย่างชัดเจนในพระคัมภีร์อยู่แล้ว เช่น การรัก การให้อภัย การพูดความจริง และการดำเนินชีวิตอย่างซื่อสัตย์ การเชื่อฟังในเรื่องที่พระเจ้าบอกไว้แล้ว คือกุญแจที่เปิดประตูสู่การเปิดเผยน้ำพระทัยในเรื่องเฉพาะของชีวิต
คุณเคยใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี อธิษฐานขอให้พระเจ้าเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์สำหรับชีวิตคุณไหม? คุณรอสัญญาณ รอความรู้สึกชัดเจน รอเสียงในใจที่จะบอกว่า "ไปทางนี้สิ" — แต่ท้องฟ้ายังเงียบอยู่เหมือนเดิม แล้วคุณก็เริ่มสงสัยว่าพระเจ้าได้ยินคำอธิษฐานของคุณหรือเปล่า หรือคุณทำอะไรผิดที่ทำให้พระองค์ไม่ตอบ คุณรู้ไหมว่าบ่อยครั้งที่สุด เราไม่ได้ขาดน้ำพระทัยของพระเจ้า แต่เรากำลังมองข้ามมันต่างหาก
3 ความจริงที่เปลี่ยนวิธีที่คุณค้นหาน้ำพระทัยพระเจ้า
พระเจ้าพูดชัดเจนแล้ว เพียงแต่เราอยากได้คำตอบที่ง่ายกว่านี้
น้ำพระทัยพระเจ้า 80% เปิดเผยแล้วในพระคัมภีร์: หลายครั้งเราคิดว่าน้ำพระทัยของพระเจ้าคือเรื่องเฉพาะตัว — เรียนคณะไหน แต่งงานกับใคร ย้ายไปอยู่เมืองไหน ทำงานบริษัทอะไร แต่จริงๆ แล้วพระเจ้าได้บอกน้ำพระทัยส่วนใหญ่ของพระองค์ไว้แล้วในพระคัมภีร์อย่างชัดเจน รักศัตรู ให้อภัยคนที่ทำร้ายเรา พูดความจริง ดูแลคนยากไร้ ให้เกียรติพ่อแม่ ไม่หลอกลวง
เราอยากให้พระเจ้าบอกเรื่องใหญ่ แต่ละเลยเรื่องเล็ก: ผมเคยอธิษฐานหนักมากเรื่องการตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต ขอให้พระเจ้าบอกว่าจะไปทางไหนต่อ ทั้งที่ในเวลาเดียวกัน ผมยังไม่ได้ให้อภัยคนที่ทำร้ายผม ยังไม่ได้พูดความจริงกับคนที่ผมโกหก แล้วผมก็เริ่มเห็นว่า พระเจ้าไม่ได้ตอบเรื่องใหญ่ เพราะผมไม่ได้เชื่อฟังในเรื่องเล็กที่พระองค์บอกไว้ชัดเจนแล้ว
ลองนึกภาพว่า: คุณจ้างคนงานคนหนึ่ง บอกเขาให้ทำงาน 10 อย่างที่ชัดเจน เขาทำได้แค่ 2 อย่าง แล้วก็มาถามคุณตลอดเวลาว่า "เจ้านายครับ ตอนนี้อยากให้ผมทำอะไรเป็นพิเศษไหม?" คุณคงตอบในใจว่า "ก็ทำสิ่งที่ฉันบอกไปแล้วก่อนสิ" พระเจ้าก็คงรู้สึกแบบเดียวกันกับเราหลายครั้ง
ผมอ่านเจอใน ยอห์น 14:15 ว่า "ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา" พระเยซูเชื่อมโยงความรักกับการเชื่อฟังในประโยคเดียว ความรักที่แท้จริงไม่ใช่ความรู้สึกอบอุ่นในใจ แต่คือการลงมือทำในสิ่งที่อีกฝ่ายขอ การรู้น้ำพระทัยของพระเจ้าจึงเริ่มต้นจากการทำสิ่งที่พระองค์บอกแล้ว ไม่ใช่รอให้พระองค์บอกใหม่
ก่อนคุณจะรู้น้ำพระทัยของพระเจ้าในเรื่องที่คุณยังไม่รู้ ลองตรวจสอบสิ่งที่พระองค์บอกแล้ว ว่าคุณได้ทำหรือยัง
เส้นทางของพระเจ้าไม่ได้สบาย แต่มันคุ้มเสมอ
น้ำพระทัยพระเจ้าไม่เคยรับประกันว่าง่าย: เรามักเข้าใจผิดว่า ถ้าเดินถูกทางของพระเจ้า ทุกอย่างจะลื่นไหล ประตูจะเปิด ปัญหาจะหายไป แต่ดูชีวิตของคนที่พระเจ้าเรียก — โยเซฟติดคุก โมเสสเดินในทะเลทราย 40 ปี ดาวิดถูกตามล่า เปาโลถูกขว้างด้วยก้อนหิน พระเยซูถูกตรึงบนกางเขน
โลกจะไม่เข้าใจคุณ เพราะคุณกำลังเดินสวนทาง: เมื่อคุณพูดความจริง โลกจะหาว่าคุณตรงเกินไป เมื่อคุณให้อภัย โลกจะหาว่าคุณอ่อนแอ เมื่อคุณให้อย่างใจกว้าง โลกจะหาว่าคุณโง่ เมื่อคุณรักศัตรู โลกจะหาว่าคุณเสียสติ การเดินตามพระเจ้าหมายถึงการยอมไม่เข้ากับคนรอบข้างในบางเรื่อง
เวลาเราเลือกทำตามคำสอนของพระเจ้า เรามักรู้สึกเหงาในตอนแรก เหมือนยืนคนเดียวในห้องที่คนอื่นยิ้มและหัวเราะกันอยู่ แต่สักพัก คุณจะรู้สึกถึงความอบอุ่นบางอย่างที่ไม่ได้มาจากการเห็นชอบของคนอื่น แต่มาจากการรู้ลึกๆ ในใจว่า พระเจ้ายิ้มให้คุณอยู่ การได้รับการยอมรับจากพระเจ้า มีค่ามากกว่าการได้รับเสียงปรบมือจากทั้งโลก
ใน 2 ทิโมธี 3:12 เขียนว่า "คนทั้งปวงที่ตั้งใจจะดำเนินชีวิตตามทางพระเจ้า โดยพระเยซูคริสต์จะถูกกดขี่ข่มเหง" นี่ไม่ใช่ข้อแก้ตัวที่จะหลีกเลี่ยงเส้นทางของพระองค์ แต่เป็นการเตรียมใจว่า เส้นทางของพระเจ้าไม่ได้ปูด้วยกลีบกุหลาบ มันปูด้วยกางเขน — และจุดหมายปลายทางก็คือการฟื้นคืนพระชนม์เสมอ
ยากแค่ไหน — มันคุ้มเสมอ เพราะปลายทางของเส้นทางพระเจ้าไม่เคยจบที่ความผิดหวัง
การเชื่อฟังในวันนี้ คือการเปิดประตูสำหรับวันพรุ่งนี้
พระเจ้าเปิดเผยทีละก้าว ไม่ใช่ทั้งแผนที่: ผมเคยอธิษฐานขอให้พระเจ้าแสดง "5 ปีข้างหน้า" ของชีวิต แต่พระองค์ไม่เคยตอบแบบนั้น พระองค์จะส่องไฟใส่ก้าวต่อไปเท่านั้น ในสดุดี 119:105 บอกว่า "พระวจนะของพระองค์เป็นโคมสำหรับเท้าของข้าพระองค์ และเป็นแสงสว่างแก่มรรคาของข้าพระองค์" — สังเกตว่า "โคมสำหรับเท้า" ไม่ใช่ "ไฟสปอตไลท์ส่องไกล 1 กิโลเมตร"
ความซื่อสัตย์ในสิ่งเล็ก คือกุญแจสู่สิ่งใหญ่: พระเยซูสอนในลูกา 16:10 ว่า "คนที่สัตย์ซื่อในของเล็กน้อยที่สุด จะสัตย์ซื่อในของมากด้วย" ถ้าวันนี้คุณยังไม่ได้ให้อภัยน้องในออฟฟิศที่พูดไม่ดีกับคุณ จะคาดหวังให้พระเจ้ามอบความรับผิดชอบเรื่องชีวิตคนเป็นร้อยให้คุณได้อย่างไร? การเชื่อฟังในเรื่องเล็กในวันนี้ คือการสร้างกล้ามเนื้อแห่งความเชื่อสำหรับการแบกของหนักในวันข้างหน้า
เวลาเรามองย้อนกลับไป เรามักจะเห็นว่า การตัดสินใจเล็กๆ ที่ดูไม่มีอะไร — การยอมพูดคำขอโทษคำหนึ่ง การให้เงินครั้งหนึ่ง การไม่พูดเรื่องลับหลังของคนอื่นในวงข้าวกลางวัน — เป็นเมล็ดพันธุ์ที่งอกขึ้นมาเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในชีวิตเรา พระเจ้าทำงานผ่านสิ่งที่ดูเล็กในสายตามนุษย์ แต่ใหญ่มากในมุมมองของพระองค์
ผมอ่านเจอในเฉลยธรรมบัญญัติ 29:29 ว่า "สิ่งล้ำลึกเป็นของพระเจ้าของเรา แต่สิ่งที่ทรงสำแดงนั้นเป็นของเราและของลูกหลานของเรา" พระเจ้าไม่ได้ขอให้เรารู้ทุกอย่าง พระองค์ขอให้เราทำในสิ่งที่พระองค์เปิดเผยแล้ว ส่วนเรื่องที่ยังไม่เปิดเผย ให้เป็นพระธุระของพระเจ้า
เมื่อคุณซื่อสัตย์กับก้าวปัจจุบัน พระเจ้าจะส่องไฟใส่ก้าวต่อไป — และก้าวต่อไป — และก้าวต่อไปอีก
สนองตอบถ้อยคำของพระเจ้า
เริ่มต้นจากสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้ว: วันนี้ ลองนั่งเงียบๆ 10 นาที แล้วถามตัวเองว่า "พระเจ้าได้บอกอะไรกับผมไว้ชัดเจนแล้ว ที่ผมยังไม่ได้ทำ?" จดออกมา 3 ข้อ แล้วเลือก 1 ข้อที่จะลงมือทำในสัปดาห์นี้ อย่ารอให้พระเจ้าตอบคำอธิษฐานใหม่ ก่อนคุณจะตอบคำสั่งเก่าของพระองค์
อ่านพระคัมภีร์เพื่อเชื่อฟัง ไม่ใช่แค่เพื่อรู้: หลายคนอ่านพระคัมภีร์เหมือนอ่านหนังสือเรียน — เพื่อให้ผ่านข้อสอบ ลองเปลี่ยนคำถามจาก "วันนี้ได้เรียนรู้อะไร?" เป็น "วันนี้พระเจ้าขอให้ผมเปลี่ยนแปลงอะไร?" ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยน การอ่านครั้งนั้นก็แค่เป็นข้อมูล ไม่ใช่การพบกับพระเจ้า
ตรวจสอบความสัมพันธ์ที่ค้างคา: มีใครที่คุณยังไม่ได้ให้อภัยไหม? มีคำขอโทษที่คุณยังไม่ได้พูดไหม? มีหนี้ที่ยังไม่ได้คืนไหม? พระเจ้ามักไม่เปิดเผยน้ำพระทัยใหม่ ถ้าน้ำพระทัยเก่ายังถูกขวางอยู่ ลองเขียนชื่อคน 1 คน แล้วลงมือคืนดีในสัปดาห์นี้
ฝึกเชื่อฟังในเรื่องเล็ก: เริ่มจากสิ่งที่ดูไม่สำคัญ — การไม่นินทาในวงข้าวกลางวัน การให้ที่จอดรถกับคนอื่น การส่งข้อความให้กำลังใจคนที่นึกถึง การให้ทิปมากกว่าปกติ ทุกการเชื่อฟังเล็กๆ คือการบอกพระเจ้าว่า "ผมพร้อมจะทำเรื่องใหญ่กว่านี้แล้ว"
อธิษฐานต่างไปจากเดิม: แทนที่จะถาม "พระเจ้า บอกผมว่าต้องทำอะไร" ลองอธิษฐานว่า "พระเจ้า ผมจะทำสิ่งที่พระองค์บอกไว้แล้ว ขอเปิดตาผมให้เห็นว่ามันคืออะไรในวันนี้" คำอธิษฐานแบบนี้พระเจ้าตอบเสมอ และตอบเร็วมาก
หลายปีที่ผ่านมา ผมเคยใช้เวลาเป็นพันชั่วโมงนั่งรอสัญญาณจากพระเจ้าในเรื่องที่ใหญ่ในชีวิต ทั้งที่ผมยังไม่ได้ให้อภัยคนที่ทำร้ายผม ยังไม่ได้พูดความจริงในเรื่องที่ผมหลบเลี่ยง ยังไม่ได้ลงมือทำสิ่งที่พระเจ้าบอกไว้ชัดเจนอยู่ในมือผมแล้ว วันที่ผมหยุดถามและเริ่มเชื่อฟัง คือวันที่ฟ้าเริ่มเปิด — ไม่ใช่เพราะพระเจ้าเริ่มพูด แต่เพราะหูของผมเริ่มได้ยินสิ่งที่พระองค์พูดมาตลอด คุณไม่จำเป็นต้องได้รับการเปิดเผยที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้ คุณแค่ต้องลงมือทำในสิ่งที่พระองค์ใส่ไว้ในใจคุณเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เดือนที่แล้ว หรือปีที่แล้ว ผมเชื่อว่าถ้าคุณกล้าทำก้าวเล็กๆ ก้าวเดียวในวันนี้ — ก้าวเดียวเท่านั้น — คุณจะเริ่มเห็นว่า พระเจ้าได้เดินอยู่ข้างหน้าคุณตลอดมา และพระองค์กำลังรอให้คุณเดินตามไป ไม่ใช่ให้คุณรอพระองค์ออกแบบแผนที่ใหม่ น้ำพระทัยของพระองค์ไม่ใช่ปริศนาที่ต้องไขรหัส มันคือคำเชิญที่รอคุณตอบรับอยู่ทุกวัน — แล้ววันนี้ คุณจะตอบว่าอย่างไร?
คำสำคัญในบทความนี้
คำถามที่พบบ่อย
จะรู้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำหรับชีวิตได้อย่างไร?+
ทำไมพระเจ้าถึงเงียบ ทั้งที่อธิษฐานขอทิศทางมาตลอด?+
ถ้าทำตามพระเจ้าแล้วชีวิตยังลำบาก แปลว่าเดินผิดทางไหม?+
ควรเริ่มเชื่อฟังพระเจ้าจากตรงไหน?+
น้ำพระทัยของพระเจ้าเปลี่ยนไปตามแต่ละคนหรือไม่?+
