โซ่หลุดแล้ว ทำไมยังเดินย่อง

ภาพ: Pixabay (pexels)
พระเยซูจ่ายหนี้บาปให้มนุษย์เต็มจำนวนบนกางเขนแล้ว การใช้ชีวิตแบบผู้ที่ถูกไถ่จึงเริ่มต้นด้วยการเชื่อว่าตัวเองสะอาดตามคำของพระเจ้า ไม่ใช่ตามความรู้สึก และแสดงออกด้วยการปลดโซ่แห่งความอับอาย เดินออกจากชีวิตเก่า พร้อมประกาศให้คนอื่นได้รับอิสรภาพเดียวกัน
ในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง มีชายคนหนึ่งนั่งอยู่คนเดียวตอนตีสอง ประตูไม่ได้ล็อค หน้าต่างเปิดออกสู่สวนที่อากาศเย็นสบาย แต่เขายังนั่งอยู่ตรงมุมเดิม ราวกับมีอะไรบางอย่างกดตัวเขาไว้ ทั้งที่จริงๆ ไม่มีใครกดเขา ไม่มีโซ่ ไม่มีลูกกรง ไม่มีคนเฝ้า สิ่งเดียวที่กักเขาไว้ในมุมนั้นคือ ภาพในใจของตัวเขาเอง — ภาพที่บอกว่า "แกไม่คู่ควรที่จะเดินออกไป"
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดในห้องนั้นห้องเดียว มันเกิดขึ้นทุกวันในใจของคนจำนวนมาก ที่พระเยซูได้ปลดปล่อยแล้ว แต่ยังใช้ชีวิตเหมือนคนที่ยังมีโซ่ ยังเดินย่อง ยังก้มหน้า ยังคิดว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์เงยหน้าขึ้นมอง เพราะไม่มีใครบอกพวกเขาว่า โซ่หลุดแล้ว — ตั้งแต่วันที่พระองค์เดินขึ้นเขา
7 ความจริงเรื่องอิสรภาพที่พระเยซูจ่ายให้แล้ว
หนี้ที่คุณจ่ายไม่ไหว มีคนจ่ายแทนไปนานแล้ว
- ปัญหาไม่ใช่ว่าคุณผิด แต่คุณเชื่อว่าต้องจ่ายเอง: หลายคนรู้ว่าพระเยซูตายบนกางเขน แต่ในใจลึกๆ ยังพยายามชำระค่าความผิดของตัวเองด้วยการเป็นคนดี ด้วยการทรมานตัวเอง ด้วยการรู้สึกแย่ให้นานพอ ราวกับว่าความรู้สึกผิดที่เข้มข้นพอจะแลกเป็นการอภัยได้
- บัญชีของคุณถูกปิดไปแล้ว: เมื่อพระเยซูตรัสว่า "สำเร็จแล้ว" คำภาษากรีกที่ใช้คือคำที่พ่อค้าเขียนบนใบเสร็จเมื่อลูกหนี้จ่ายครบ มันไม่ได้แปลว่า "จบแล้ว" มันแปลว่า "จ่ายเต็มจำนวนแล้ว"
- ลองนึกภาพว่า คุณเป็นหนี้บัตรเครดิตล้านหนึ่ง แล้วเช้าวันหนึ่งมีคนโอนเงินเข้าบัญชีบัตรของคุณครบทุกบาท แต่คุณไม่รู้ ยังคงกินข้าวไข่ต้ม ยังคงเดินเลี่ยงเวลาโทรศัพท์จากธนาคาร ยังคงใช้ชีวิตเหมือนคนถังแตก — ทั้งที่จริงๆ แล้วคุณเป็นอิสระตั้งแต่วันโอนเงินนั้น ปัญหาไม่ใช่การจ่ายเงิน ปัญหาคือคุณไม่รู้ว่ามีคนจ่ายให้แล้ว
- ในโรม 6:23 เขียนว่า "ค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์" คำว่า "ของประทาน" สำคัญมาก เพราะของประทานไม่ได้ซื้อขาย ไม่มีการผ่อน ไม่มีดอกเบี้ย มีแต่การ "รับ" หรือ "ไม่รับ"
- วันนี้ผมอยากบอกคุณว่า คุณไม่ต้องหาวิธีจ่ายอีกแล้ว หน้าที่ของคุณคือรับ และเดินออกจากมุมนั้น
ความอับอายไม่ใช่ตัวตนของคุณ มันเป็นแค่เสียงเก่าที่ยังไม่ยอมหุบปาก
- ความรู้สึกผิดพูดว่า "ฉันทำผิด" ความอับอายพูดว่า "ฉันคือความผิด": สองอย่างนี้ต่างกันสุดขั้ว ความรู้สึกผิดพาไปหาพระเจ้า ส่วนความอับอายพาไปซ่อนจากพระเจ้า เหมือนอาดัมกับเอวาที่หนีเข้าพุ่มไม้ในสวนเอเดน
- พระเยซูไม่ได้ตายเพื่อแก้พฤติกรรม แต่เพื่อคืนตัวตน: ที่กางเขน พระองค์ไม่ได้แค่ล้างการกระทำที่ผิด พระองค์ล้างมลทินของการเป็น ผู้ที่ทำผิดออกจากคุณ
- เวลาเราเจอคนที่เคยล้ม เรามักถามว่า "ตอนนี้เขาแก้ตัวได้ยัง" แต่พระเจ้าไม่มองแบบนั้น พระองค์มองว่า "ฉันได้ล้างเขาแล้ว เขาคือลูกของฉัน" คุณอาจใช้เวลาสิบปีลืมเรื่องหนึ่งไม่ได้ แต่พระเจ้าลืมไปตั้งแต่วินาทีที่คุณสารภาพ
- ผมอ่านเจอในอิสยาห์ 43:25 ว่า "เรา นี่แหละ เป็นผู้ลบล้างการทรยศของเจ้าเพื่อเห็นแก่เราเอง และเราจะไม่จำบาปของเจ้าไว้อีก" สังเกตคำว่า "เพื่อเห็นแก่เราเอง" — พระเจ้าลบบาปคุณไม่ใช่เพราะคุณควรค่า แต่เพราะพระองค์เลือกที่จะรัก
- เสียงในหัวที่ยังพูดซ้ำๆ ว่าคุณไม่ดีพอ นั่นไม่ใช่เสียงพระเจ้า ไม่ใช่แม้แต่เสียงจริงของคุณเอง มันเป็นเสียงเก่าที่ยังไม่รู้ว่าคดีปิดแล้ว
อิสรภาพจริง เริ่มที่การเชื่อว่าคุณสะอาดแล้ว
- ปัญหาของคริสเตียนหลายคนคือ ยังรู้สึกสกปรกอยู่ทั้งที่พระเจ้าเรียกว่าสะอาด: เราสวดขอการอภัย แล้วเดินออกจากคำอธิษฐานยังคงรู้สึกเหมือนเสื้อผ้าเปื้อนโคลน เพราะเราเชื่อความรู้สึกมากกว่าเชื่อคำของพระเจ้า
- ความสะอาดในพระคริสต์ไม่ใช่การรู้สึก แต่เป็นสถานะ: เหมือนพลเมืองไทยไม่ได้ต้องรู้สึกไทยตลอดเวลาถึงจะเป็นไทย คุณเกิดใหม่ในพระคริสต์แล้ว สถานะของคุณคือ "บริสุทธิ์" ไม่ว่าจะรู้สึกยังไง
- ลองนึกภาพว่า เด็กคนหนึ่งเพิ่งอาบน้ำเสร็จ แม่เช็ดตัวใส่เสื้อผ้าสะอาด แต่เด็กยังจำภาพตอนที่ตัวเปื้อนโคลนได้ เขาเลยเดินไม่กล้านั่งบนโซฟาสีขาว ทั้งที่จริงๆ ตอนนี้เขาสะอาดกว่าโซฟาซะอีก — คริสเตียนหลายคนก็เป็นแบบนั้น จำตัวเองในวันที่เลอะได้ดีเกินไป จนลืมว่าวันนี้ตัวเองสะอาดแค่ไหน
- ใน 1 ยอห์น 1:9 เขียนว่า "ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกโทษบาปของเรา และทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น" คำว่า "ชำระ" ในต้นฉบับหมายถึงการล้างจนสะอาดหมดจด ไม่เหลือคราบ
- เชื่อว่าตัวเองสะอาดไม่ใช่ความหยิ่ง มันคือการเชื่อคำของพระองค์ที่บอกว่าคุณสะอาด
โซ่ที่ยังยึดคุณอยู่ ไม่ใช่ของพระเจ้า มันเป็นความคุ้นเคย
- บางครั้งคนเราไม่ได้ติดคุกเพราะประตูล็อค แต่เพราะเราคุ้นชินกับคุก: เมื่อเราอยู่ในความคิดใดความคิดหนึ่งมานานๆ มันกลายเป็นเสื้อผ้าที่พอดีตัว แม้ว่าเสื้อผ้านั้นจะสกปรกและรัดคอ
- การเดินออกจากอิสรภาพต้องอาศัยความกล้าเท่ากับการรับอิสรภาพ: พระเยซูไขกุญแจให้แล้ว แต่คุณต้องเป็นคนดันประตู
- ผมเคยรู้จักตัวเองในแบบหนึ่งมานานมาก จนพระเจ้าเริ่มบอกว่า "นั่นไม่ใช่ลูกจริงๆ" มันน่าตกใจนะครับ เพราะเราคิดว่ารู้จักตัวเองดีที่สุด แต่จริงๆ แล้ว คนที่รู้จักคุณดีที่สุดคือคนที่สร้างคุณ ไม่ใช่คุณเอง
- ในโรม 12:2 เขียนว่า "อย่าลอกเลียนแบบอย่างของโลกนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่" การเปลี่ยนแปลงเริ่มที่ จิตใจ ไม่ใช่พฤติกรรม เพราะพฤติกรรมเป็นผลของความคิด และความคิดเป็นผลของความเชื่อ
- โซ่ที่หนักที่สุดของคุณตอนนี้ อาจเป็นแค่ความคุ้นเคย ที่พระเจ้ากำลังชวนคุณให้กล้าทิ้งไปเสียที
การเฉลิมฉลองอิสรภาพเป็นการนมัสการที่พระเจ้าโหยหา
- พระเจ้าไม่ได้ปลดปล่อยคุณเพื่อให้ยังคงเดินหลังโก่ง: พระองค์ปลดปล่อยเพื่อให้คุณเงยหน้าขึ้น เต้นรำ ร้องเพลง และประกาศให้คนอื่นได้ยินว่า "ดูสิ่งที่พระเจ้าทำในชีวิตฉันสิ"
- การเก็บพระคุณไว้เงียบๆ ไม่ใช่ความถ่อมตน มันคือการปฏิเสธการสรรเสริญที่พระองค์ควรได้: ถ้าใครสักคนช่วยชีวิตคุณจากไฟไหม้ คุณคงไม่นั่งเงียบตลอดกาล คุณจะเล่าให้ทุกคนฟัง — แล้วทำไมกับพระเจ้าเราถึงเงียบล่ะ
- เวลาเราขอบคุณ เราไม่ได้ให้อะไรพระเจ้า เราเพียงคืนสิ่งที่พระองค์ควรได้: พระองค์ไม่ได้ต้องการคำขอบคุณเพื่อเติมเต็ม แต่พระองค์อยากให้เรารู้ว่าเรามีค่าพอที่จะได้รับพระคุณและมีเสียงพอที่จะประกาศ
- ในสดุดี 107:2 เขียนว่า "ให้ผู้ที่พระเจ้าทรงไถ่ไว้กล่าวเช่นนั้นเถิด คือผู้ที่พระองค์ทรงไถ่ให้พ้นมือของศัตรู" คนที่ได้รับการไถ่มีหน้าที่หนึ่ง — บอกให้คนอื่นรู้
- อิสรภาพที่ไม่ถูกเฉลิมฉลอง ก็ค่อยๆ ลืมตัวเองว่าเคยเป็นอิสรภาพ
คุณไม่ต้องกลับไปยังชีวิตเดิม เพราะชีวิตเดิมไม่ใช่บ้านของคุณอีกต่อไป
- หลังจากได้รับพระคุณ หลายคนยังคงมองย้อนกลับไป: เหมือนภรรยาของโลทที่หันหลังกลับไปมองเมืองที่พระเจ้าเรียกออกมา ทั้งที่พระองค์ให้เดินหน้าไปหาสิ่งใหม่
- สิ่งที่คุ้นเคยไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ดีสำหรับคุณ: บางครั้งการทรงเรียกของพระเจ้าคือการเรียกคุณออกจากที่ที่คุณคิดว่าเป็นบ้าน ไปยังที่ที่จริงๆ แล้วเป็นบ้านที่พระองค์เตรียมไว้
- ลองนึกภาพว่า นกที่เคยอยู่ในกรงมาสิบปี วันที่ประตูกรงเปิด นกไม่ได้บินออกทันที มันอาจนั่งอยู่ในกรงต่อสักพัก เพราะโลกข้างนอกน่ากลัวเกินกว่าจะเข้าใจ — คุณอาจอยู่ในช่วงเวลาแบบนั้น พระเจ้าเปิดประตูแล้ว แต่คุณยังจ้องประตูอยู่ไม่ยอมบิน อยากบอกว่าไม่เป็นไร ค่อยๆ บินก็ได้ แต่อย่ากลับเข้ากรง
- ใน 2 โครินธ์ 5:17 เขียนว่า "เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งเก่าๆ ก็ล่วงไป ดูเถิด สิ่งใหม่ทั้งนั้นได้เกิดขึ้นแล้ว" คุณไม่ใช่คนเก่าที่พยายามเป็นคนดี คุณคือคนใหม่ที่กำลังเรียนรู้ว่าตัวเองเป็นใคร
- บ้านเก่าอาจเรียกคุณกลับด้วยเสียงคุ้นหู แต่บ้านใหม่ของคุณอยู่ข้างหน้า
อิสรภาพนี้ไม่ใช่ของคุณคนเดียว มันเดินทางผ่านคุณไปหาคนอื่น
- พระเจ้าปลดปล่อยคุณไม่ใช่เพื่อคุณคนเดียว แต่เพื่อคนที่รอฟังจากคุณ: มีคนที่กำลังนั่งในมุมมืดของห้องเดียวกับที่คุณเคยนั่ง เขายังไม่รู้ว่าประตูไม่ได้ล็อค เขาต้องการใครสักคนที่เดินออกไปก่อน แล้วหันกลับมาชวนเขา
- เรื่องเล่าของคุณคือกุญแจสำหรับใครบางคน: สิ่งที่พระเจ้าทำในชีวิตของคุณ ไม่ได้ตั้งใจให้เก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัว มันคือสมบัติที่ต้องแจกจ่าย
- เวลาเราเจอคนที่กำลังทุกข์ เราชอบคิดว่า "ฉันจะพูดอะไรดีล่ะ" แต่บ่อยครั้งพระเจ้าไม่ได้ต้องการคำเทศน์ พระองค์ต้องการเรื่องจริงของคุณ ประโยคที่มีน้ำหนักที่สุดในโลกคือ "ผมเคยอยู่ตรงนั้น และพระเจ้านำผมออกมา"
- ในวิวรณ์ 12:11 เขียนว่า "เขาเหล่านั้นชนะพระยาโดยพระโลหิตของพระเมษโปดก และโดยคำพยานของพวกเขา" สังเกตว่ามีสองสิ่ง — พระโลหิตของพระเยซู และคำพยานของเรา ทั้งสองอย่างทำงานคู่กัน
- อิสรภาพของคุณคือคำสั่งเรียกให้คุณเป็นสะพานให้คนอื่น
สนองตอบถ้อยคำของพระเจ้า
- เขียนรายการโซ่เก่าที่ยังหลอนคุณอยู่: เอากระดาษหนึ่งแผ่นในเช้าวันพรุ่งนี้ เขียนสามอย่างที่คุณยังตำหนิตัวเองอยู่ ทั้งที่พระเจ้ายกโทษให้แล้ว แล้วอ่านออกเสียงว่า "โซ่นี้หลุดแล้วในพระเยซู" — ทำต่อเนื่องเจ็ดวัน จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลง
- หยุดใช้ประโยคที่บอกว่าคุณไม่คู่ควร: สังเกตคำพูดของตัวเองทั้งวัน "ฉันไม่ดีพอ" "ฉันคงเปลี่ยนไม่ได้" "ก็ฉันมันเป็นแบบนี้" ทุกครั้งที่พูด ให้แก้ทันทีเป็น "ฉันคือคนที่พระเจ้าไถ่แล้ว" — เชื่อไม่เชื่อไม่เป็นไร พูดไปก่อน ความเชื่อจะตามมา
- เฉลิมฉลองอิสรภาพในทางกายภาพ: เปิดเพลงนมัสการที่คุณรัก แล้วเต้น หรือคุกเข่า หรือชูมือขึ้น สักห้านาที ให้ร่างกายของคุณได้บอกใจว่า "เราเป็นอิสระแล้ว" — การนมัสการทางร่างกายมีพลังเปลี่ยนใจมากกว่าที่คิด
- บอกใครสักคนวันนี้ว่าพระเจ้าทำอะไรในชีวิตคุณ: ไม่ต้องยาว ไม่ต้องเทศน์ ประโยคเดียวก็พอ "รู้ไหม พระเจ้าปลดปล่อยฉันจาก..." ยิ่งพูดยิ่งเชื่อ ยิ่งเชื่อยิ่งอิสระ
- อธิษฐานเชิญพระวิญญาณให้ล้างเสียงเก่าออกจากหัว: ทุกเช้าก่อนเริ่มวัน ใช้เวลาสองนาทีขอพระเจ้า "โปรดล้างเสียงที่ไม่ใช่ของพระองค์ออกจากใจฉัน และเติมเสียงของพระองค์เข้ามาแทน"
กลับไปที่ชายในห้องเล็กนั้น ที่นั่งอยู่ในมุมเดิมตอนตีสอง ผมเชื่อว่าถ้าเขาเงยหน้าขึ้นในคืนนั้น เขาจะเห็นว่าประตูไม่ได้ปิด แสงจันทร์กำลังส่องผ่านหน้าต่างที่เปิดอยู่ และไม่มีอะไรกักเขาไว้อีกแล้ว นอกจากภาพในหัวของตัวเขาเอง คุณอาจเป็นชายคนนั้นในคืนนี้ หรือคุณอาจเคยเป็น แต่วันนี้พระเจ้าอยากบอกคุณว่า คดีปิดแล้ว หนี้จ่ายครบแล้ว ประตูเปิดอยู่ และมีชีวิตทั้งชีวิตรอคุณอยู่ข้างนอกมุมนั้น ผมขอให้คุณทำสิ่งเดียวในวันนี้ — ลุกขึ้นจากมุม เดินไปที่ประตู และก้าวออกไปสักหนึ่งก้าว แค่หนึ่งก้าวก็พอ เพราะพระเยซูไม่ได้ตายเพื่อให้คุณนั่งกอดเข่าอยู่ในห้องที่พระองค์ปลดล็อคให้แล้ว พระองค์ตายเพื่อให้คุณได้เดินในอากาศเย็นๆ ของอิสรภาพที่พระองค์ซื้อมาด้วยราคาสูงที่สุด และผมเชื่อว่า วันที่คุณเดินออกมาจริงๆ — คุณจะไม่มีวันกลับเข้าไปอีกเลย
คำสำคัญในบทความนี้
คำถามที่พบบ่อย
ทำไมยังรู้สึกผิดทั้งที่พระเจ้ายกโทษแล้ว?+
อะไรคือความแตกต่างระหว่างความรู้สึกผิดกับความอับอาย?+
จะเริ่มใช้ชีวิตแบบคนที่เป็นอิสระได้อย่างไร?+
ทำไมพระเจ้าถึงยกโทษคนบาปได้?+
อิสรภาพในพระคริสต์แปลว่าอะไร?+
